ท่องส่งท้ายปีเก่า 2555 @ นครพนม

ปีใหม่ทุกปีนับเป็นเทศกาลที่หลายคนตั้งตารอ กิจกรรมในช่วงของวันหยุดยาวช่างมีหลากหลาย บางคนขอกินเหล้าให้เต็มที่ กลับบ้านเยี่ยมญาติ-พี่น้อง ท่องเที่ยว สำหรับปีที่แล้ว(2554)เราเลือกเข้าปฏิบัติธรรมเป็นเวลา 7 วัน แต่สำหรับปีนี้นั้นดูเหมือนจะมีหลายอย่างที่ลงตัวที่ต้องให้ทำกิจกรรมกับครอบครัว จึงเลือกที่จะออกท่องเที่ยวเพื่อหาความหนาวเย็นเพราะที่บ้านมันร้อนเหลือเกิน จริงแล้วได้วางแผนไว้เป็นเดือนเพื่อที่จะหาแหล่งท่องเที่ยว พอใครเอ่ยสถานที่มาสมาชิกครอบครัวบอกว่าเคยไปแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เลย ภูเรือ เพชรบูรณ์ สถานที่ตั้งไว้ต้องไม่ไกลเกินไป ไม่ควรเกิน 500 กิโลเมตร และไม่ควรเกินสองคืน คุยกันนานตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายพ่อต้องเป็นคนตัดสินใจ เอาเป็นว่าไปจังหวัดนครพนมเป็นที่แรก ต่อจากนั้นจะไปไหนก็ค่อยว่ากัน

ความจริงแล้วเราและครอบครัวก็เคยไปจังหวัดนครพนมมาหลายครั้งและทุกครั้งก็ได้รับแต่ความประทับใจ แล้วจะไปอีกมันจะเป็นไร นครพนมเป็นเมืองเล็กสงบเงียบ ทิวทัศน์สวยงามโดยเฉพาะริมฝั่งโขง ออกจากบ้านในวันที่ 29 ธันวาคม ด้วยสัมภาระเต็มพิกัด ก็ใส่รถตัวเองแล้วมันจะเป็นไรไป ปีนี้เราใช้ยุทธศาสตร์นิด ๆ ให้ลูกทั้งสองคนนั่งหน้าพร้อมเป็นคนขับ ส่วนเรานั่งด้านหลัง กิจกรรมลักษณะนี้เราไม่ค่อยคุ้นเคยนัก ส่วนใหญ่มีแต่เป็นคนขับให้ครอบครัวนั่ง แต่คราวนี้เหมือนจะเป็นการส่งผ่านงานให้คนรุ่นต่อไปได้ทำ เราแก่ลงแล้วหน้าที่ต่อไปต้องเป็นหน้าที่ของลูกที่จะต้องดูแลพ่อแม่

ถ้าไปนครพนม สิ่งที่จะขาดไม่ได้ต้องเข้าไปนมัสการพระธาตุพนม ซึ่งเป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า สถานที่ศักสิทธิ์แห่งนี้เราเคยไปนมัสการแล้วหลายครั้งเช่นกัน แม้กระทั่งเคยปั่นจักรยานไปนมัสการเช่นกันเมื่อหลายปีที่แล้ว

นมัสการพระธาตุพนม

ไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน รถบนถนนก็ยังไม่เยอะถึง นครพนมประมาณบ่าย 3 โมง เข้าพักที่โรงแรมริมทาง (iHotel) เป็นโรงแรมไม่ใหญ่น่าพักราคาก็สมเหตุสมผล นอนพักเอาแรงจน 5 โมงเย็นก็ออกไปริมโขง รถเริ่มเยอะมีทั้งนักท่องเที่ยว สมาชิกในครอบครัว

ชาวนครพนมเอง ทั้งท่องเที่ยวและทำกิจกรรมสันทนาการ รอบริมโขงเขาได้เตรียมสถานที่สำหรับ count down new year 2013 ไว้ด้วย เมื่อถึงวันนั้นคงมีกิจกรรมที่น่าสนุกสนาน

ก่อนหาร้านอาหารก็ต้องถ่ายรูปไว้เป็นอนุสรณ์สักหน่อย

หาร้านอาหารที่มีบรรยาศดี ๆ เจอร้านอาหาร ซื่อเป็นสโมสรฟุตบอลล์ เจ้าของร้านคงคลั่งฟุตบอลล์น่าดู ตอนขากลับถึงรู้ว่าเจ้าของเป็นฝรั่งแต่มีเมียเป็นไทยเชื้อสายเวียต ร้านอยู่ริมโขงบรรยากาศดีมาก อากาศไม่ร้อน ไม่หนาว

ทิวทัศน์ฝั่งลาวแต่สำหรับเราอยากให้หนาวกว่านี้ ลูก ๆ สั่งอาหารมาเต็มที่ ตอนจ่ายหย่อนพันไปนิดหน่อย จากร้านอาหารมองไปทางฝั่งลาวตอนกลางวันเห็นภูเขาเป็นแนว ตามความรู้สึกของนักปั่นคิดว่าถ้าไปปั่นขึ้นลงตามภูเขาคงสนุกน่าดู

ถึงเวลาอันสมควรก็กลับเข้าพัก ตอนเช้าต้องออกมาดูบรรยากาศตอนเช้า ซึ่งดูแล้วสวยงามมากยิ่งในตอนอาทิตย์กำลังขึ้น อดให้ลูกถ่ายรูปให้ไม่ได้ริมฝั่งโขงตอนเช้า

ลำแสงอาทิตย์ขึ้นจากฝั่งโขง เป็นภาพที่สวยงามมาก นี่คือเสน่ห์ของนครพนม เพราะความเป็นเมืองเล็ก ทำให้รถยนต์ไม่พุกพล่าน ทำให้เป็นเมืองที่สงบ สำหรับส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว ชอบเมืองนี้มาก แม้ว่าจะไปนครพนมหลายครั้งแล้ว ถ้าเมื่อไรคิดไม่ออกจะไปไหน นครพนมจะเป็นจังหวัดที่ผู้เขียนจะไปท่องเที่ยว

กลับโรงแรมกินมื้อเช้าเป็นอาหารไข่กระทะสำหรับลูก ๆ เราคงกินได้เฉพาะกาแฟ ขนมปัง เท่านั้น ออกเดินทางกลับบ้านอย่างไม่รีบเร่ง ที่ต้องกลับเลยเพราะมองไม่เห็นว่าจะไปเที่ยวไหนต่ออีก ที่อื่น ๆ อันเป็นที่นิยมกันคงเต็มไปด้วยผู้คน ไม่ใช่เรารังเกียจคน แต่ถ้ามันเยอะเกินไปก็ไม่สะดวกนัก

รายงานสำหรับการท่องเที่ยว @ นครพนมสำหรับการส่งท้ายปีเก่า 2555 แล้วเจอกันใหม่ปี 2556 ซึ่งจะมีงานเขียนตามมาอีกมากมาย

Posted in Diary - comments | Leave a comment

สวัสดีปีใหม่ 2556/2013

เตรียมกิจสำเร็จอนาคตให้พร้อมไว้ก่อน อย่าให้กิจนั้นบีบคั้นตัว เมื่อถึงเวลาต้องทำเฉพาะหน้า (จากพระไตรปิฏก 27/1636)

เป็นคำสอนของพระพุทธองค์ ลอกมาจากซองใส่หนังสือธรรมะที่รับประจำ ที่ยกขึ้นมาก่อนในการเขียนนี้เพราะช่างเข้ากับบรรยากาศช่วงของการเปลี่ยนถ่ายจากปีเก่าเป็นปีใหม่เหลือเกิน ดูแล้วหลายคนอาจจะบอกว่ามันเข้ากันตรงไหน? แต่สำหรับผู้เขียนแล้วนี่แหละเป็นคำเตือนอันสุดยอดเพราะต้องใช้สภาวะที่เป็นอยู่นั้นรองรับ ช่างเถอะถ้าไม่เข้าใจอย่างไรก็ผ่านไปก็แล้วกัน มาพูดถึงเรื่องที่เชื่อมโยงกับหัวเรื่องปีใหม่กันดีกว่า

เมื่อถึงปีใหม่ที่ไรมีหลายเรื่องเกิดขึ้นในสมอง บางครั้งก็สับสนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เช่นมีบางอย่างที่เราไม่เห็นด้วยแต่ก็ต้องทำ และบางอย่างก็เลิกทำได้เพราะไม่เห็นด้วย นึกถึงคำพูดของท่านอิกคิวซังที่บอกว่าเมื่อถึงวันปีใหม่หลาย ๆ คนก็ฉลองกันอย่างสนุกสนานโดยการลืมไปว่าเราใกล้วันตายเข้าไปอีกหนึ่งปีแล้ว เราเห็นด้วยกับท่านอิกคิวซังเป็นอย่างยิ่ง มีการอวยพรกันต่าง ๆ นา ๆ ให้ได้รับความสุขอย่างโน้นอย่างนี้บ้าง ดูแล้วมันเป็นเรื่องของการปรารถนาดี แต่มันจะเกิดเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่าถ้าเราไม่ทำเอา แต่คนเราก็ชอบเพราะมันง่ายดีได้มาโดยไม่ต้องลงแรง สำหรับเราบอกเลยว่าไม่ถนัดในการอวยพรแบบนี้ แต่จะบอกให้ลงมือทำถ้าอย่างได้อะไร มันอาจจะยุ่งยากหน่อย อย่างไรก็ตามก็รับรองว่าจะได้รับแน่นอน

พอถึงวันที่ 1 มกราคมทีไร คนทั่วโลกก็ยอมรับกันว่านี่แหละวันปีใหม่ ใครหนอเป็นคนคิดคนแรกก็ไม่รู้ เรามีปีใหม่มากี่ปีแล้วก็เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่ถ้าจะนับจากพระพุทธองค์ปรินิพพานก็เป็นเวลา 2555 ปีแล้ว หรือจะนับตั้งแต่พระเยซูเกิดก็เป็นเวลา 2013 ปีแล้ว จะสิ้นสุดเมื่อไหรก็ไม่รู้ ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธองค์ทำนายว่าศาสนาของพระองค์จะมีอายุถึง 5000 ปี ส่วนทางคริสต์ก็ไม่บอก ใครหนอบอกว่าโลกจะแตกในปี 2012 เอ้า…นี่ก็ผ่านมาแล้ว สำหรับนักวิทยาศาสตร์ก็บอกว่าอีกประมาณ 4000 ล้านปีโลกแต่แน่นอนเพราะดวงอาทิตย์จะโตขึ้นเป็น 60 เท่า จะไม่ให้โลกแตกได้อย่างไร แค่ตอนนี้พระอาทิตย์แค่ดวงเดียวก็ร้อนตับแตกอยู่แล้ว ถึงเวลานั้นเราก็จะไม่ขออยู่ดูแล้ว

เอ้า..ชักจะไปกันใหญ๋แล้วพอพูดถึงปีใหม่กลายเป็นเรื่องโลกแตกไปซะนี่ จริง ๆ แล้วโลกจะแตกหรือไม่แตกมันก็ไม่สำคัญนึกถึงพุทธพจน์ข้างบนเอาไว้แล้วทุกอย่างก็ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร ที่จริงโลกภายนอกมันเป็นโลกที่เหนือความควบคุมของเรา พระพุทธองค์ให้พิจาณาโลกคือกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก นี้แหละสำคัญกว่าอย่างอื่น คำว่าโลกแตกสำหรับโลกใบนี้ไม่ต้องบอกก็ได้ว่าหมายถึงอะไร ให้นึกถึงพุทธพจน์ข้างบนไว้ เมื่อถึงวันนั้นเขามาจริง ๆ เราก็ไม่ต้องทำอะไรอีก นี่คือความหมายสุด ๆ ของพุทธพจน์ข้างบน (ตามความเข้าใจของเรา)

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของปีเก่า พรุ่งนี้ก็ปีใหม่ตามสมมุติ ปีเก่าตั้งใจไว้หลายเรื่องทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะงานเขียน blog ตั้งใจจะกลับมาเขียนหลายครั้งก็ไม่ได้เขียน ดูคล้าย ๆ ว่าจินตนาการอะไรหลาย ๆ อย่างจะหายไป มีการดร๊าฟห้วข้อไว้และเขียนแนวความคิดเกริ่นไว้ แต่พอมาดูอีกทีก็ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อ ได้แต่พ้อตัวเองว่าจินตนาการคงหายไปแน่ ๆ เรื่องนี้พอรู้ตัวอยู่บ้างเราจะมองความจริงหรือ fact มากกว่าจินตนาการ มันเป็นไปของมันเอง เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ งานเขียนชิ้นนี้ก็เหมือนกัน ไม่ได้คิดว่ามันจะต้องออกมาอย่างไร เขียนไปเรื่อย ๆ ตามแบบฉบับที่อยากจะเขียน เพื่อเรียกความสามารถเดิม ๆ กลับคืนมา และก็ตั้งใจอีกแล้วละว่าปีใหม่นี้จะเขียนอะไรมากขึ้นกว่าปีที่แล้ว

เมื่อเอาพุทธพจน์ข้างบนมาจับกับชีวิตของตัวเอง ก็อดภูมิใจตัวเองไม่ได้ว่าเราก็ได้ทำอย่างพุทธพจน์ ทำให้เราไม่เดือดร้อนอะไรแม้ว่าวันเดือนจะผ่านไปจากปีเก่าเป็นปีใหม่สักกี่ครั้ง แต่เพื่อไม่ประมาทเราต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้มั่นใจเมื่อวันนั้นมาถึง

Posted in Dhamma & Life | Leave a comment

ทำนาแบบนี้ – ชาวนามีแต่หนี้

เราจะได้ยินเสมอว่าชาวนามีแต่หนี้ ตอนแรกก็ยังไม่เชื่อสนิทมากนัก แต่พอมาทำนาด้วยตัวเองเชื่ออย่าสนิทใจเลยว่า ถ้าชาวนาทำนาอย่างนี้ต้องเป็นหนี้แน่นอน แต่การกลับมาทำนาของผู้เขียนตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำอย่างที่ชาวนาทำอยู่ในปัจจุบัน แล้วจะทำนาต่างจากชาวนาทั่วไปอย่างไร โปรดติดตาม

เริ่มทำนาปีนี้เป็นปีที่ 3 ปีแรกหลังจากซื้อนาต้องปรับนาใหม่หมดเพราะนาที่ซื้อมีพื้นที่เป็นสระเสียส่วนมากและเป็นนาผืนใหญ่ ต้องถมสระบางส่วนและปรับนาให้เล็กลง หลายอย่างยังไม่ลงตัวพร้อมกระแสการทำนาแบบนาโยนมาแรงเลยทำนาโยนอย่างทุลักทุเลมีดำบ้าง นาเกือบ 4 ไร่ได้ข้าว 16 กระสอบปุ๋ย ถ้าถามว่าคุ้มไหมกับการลงทุน บอกได้เลยว่าไม่คุ้ม แต่ที่คุ้มแน่ ๆ คือการได้กินข้าวอินทรีย์ที่ปลูกเอง เป็นข้าวกล้องเสียด้วย ปลูกเอง สีกินเอง แล้วจะบอกว่าข้าวกล้องดีอย่างไร นอกจากกินในครอบครัวตัวเองแล้วยังได้แบ่งปันญาติบ้าง เห็นญาติบอกว่าเป็นข้าวที่อะร่อยมากเพราะเป็นข้าวอินทรีย์

การทำนาปีที่สอง – นายังต้องปรับอีกมาก ซื้อเพิ่มอีกไร่ครึ่ง ตอนนี้นาเพิ่มเป็น 5 ไร่ การเตรียมพื้นที่แม้จะใช้เวลามากพอสมควรแต่ก็ไม่พร้อมอยู่ดีเพราะเป็นการปรับใหญ่ ปรับใหม่ ปีนี้มีการหว่านแต่ข้าวไม่ขึ้น ต้องทำนาดำ แม้จะขนปุ๋ยใส่เข้าไปเท่าไหร่ข้าวก็ไม่งามเพราะดินปรับใหม่ ไม่มีอินทรีย์วัตถุเลยแถมไม่ยอมใช้ปุ๋ยเคมีอีก ผลออกมาปีนี้แม้ว่าพื้นที่จะมากกว่าปีที่แล้วแต่ได้ข้าวเพียง 15 กระสอบเท่านั้น แค่นี้ก็พอตอนนี้ยังเหลืออยู่อีก 5 กระสอบหลังจากแจกญาติบ้างแล้ว คาดว่าจะคุ้มปี

ย่างเข้าปีที่ 3 คือปีนี้พื้นที่ยังต้องปรับอีกเหมือนเดิม ปีที่แล้วปรับได้ระดับแล้วนะ ปีนี้รถไถ ๆ อีกทีแทนที่จะทำได้ระดับแต่กลับทำระดับเสียไปเสียอีก เฮ้อ…ปีหน้าคงต้องดูให้ดี ปีนี้ทำทั้งนาหว่านและนาดำ ที่ต้องดำเพราะใช้ข้าวเก่าปีที่แล้วหว่านส่วนหนึ่ง ไม่ขึ้นเลยสักเม็ดจำเป็นต้องดำ ก็ดีเหมือนกันจะได้ทำวิจัยไปด้วย ทำนาหลาย ๆ รูปแบบทั้งนาโยนนาดำ นาหว่าน จะได้รู้กันสักทีว่าแบบไหนเหมาะกว่ากัน แต่ที่ตั้งใจไว้จะไม่ทำทั้งสามแบบที่กล่าวมา เพราะอะไรหรือ?

อย่างที่บอกถ้าชาวนาทำนาแบบนี้ก็คงเป็นหนี้ตลอดไป จะไม่เป็นหนี้อย่างไร ทุกขั้นตอนมีแต่การใช้เงินทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่การไถนาต้องใช้รถไถใหญ่ (เขาไม่ใช้รถไถเดินตามแล้ว – ส่วนใหญ่) โดยเฉพาะนาหว่านและต้องทำตั้งแต่ต้นปี บางครั้งฝนตกไม่ต่อเนื่องหญ้าขึ้นมากกว่าข้าว บางนาต้องไถนาใหม่และใช้รูปแบบการดำ กล้าก็ต้องซื้อ ต้องจ้างคนดำ (แพงด้วย) ปุ๋ยก็ใส่ เกี่ยวก็ต้องจ้างรถเกี่ยว มีแต่รายการเสียเงินทั้งนั้น ชาวนาก็ทำนาปีละไม่เกิน 10 วันอยู่ในนา แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มีแต่หนีได้อย่างไร? สำหรับตัวเองก็จ่ายค่าต่าง ๆ ที่กล่าวมาแต่ต้นนั้นไปมากเหมือนกัน แต่นีถือว่าเป็นการเตรียมพร้อมก็แล้วกัน แล้วถามว่าจะทำอย่างไร

การที่ผู้เขียนตั้งใจจะกลับมาทำนาเพราะแรงบันดาลใจจากฟูกูโอกะ และเชื่อว่าวิธีนี้เป็นทางออกของชาวนาไทย ใครไม่เอาก็ช่างแต่ผู้เขียนจะเอา โชคดีหน่อยที่วิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้โดยชาวนาไทยที่มีดีกรีระดับดอกเตอร์ นั่นคือ ดร. แสวง รวยสูงเนิน ซื้อหน้งสือของท่านเขียนมาอ่าน บอกได้อย่างเดียวว่าใช่เลย ถือว่าเรานี้โชคดีนะที่มีผู้ทำได้ผลมาก่อน แต่เราคงต้องทดลองเอง นี่คือเป้าหมายของการมาทำนาของผู้เขียน บอกได้เลยว่าจะต้องไม่เหมือนชาวนาทั่วไปทำ ถ้าทำนาต้องเป็นหนี้แล้วจะทำ ๆ ไม คงต้องคอยดูกันต่อไป แล้วผู้เขียนจะเขียนเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นรูปแบบการบันทึกอีกรูปแบบหนึ่ง

สุดท้ายคงต้องมาบอกเล่าเก้าสิบเรื่องคุณประโยชน์ของข้าวกล้องที่เห็นชัด ๆ เป็นรูปธรรมสำหรับผู้เขียน ปกติแล้วผู้เขียนมีอาการเจ็บข้อมือแถมปูดขึ้นทุกวัน คิดว่าชาตินี้คงทำอะไรไม่ได้มากถ้าอาการเป็นเช่นนี้ แต่หลังจากกินข้าวกล้องมาสองปี อาการปวดข้อมือก็ลดน้อยลง บางข้อก็หายเจ็บ นี่คือประโยชน์ที่เห็น ๆ แต่จริง ๆ แล้วข้าวกล้องมีการวิจัยมาแล้วว่ามีประโยชน์มากมาย แต่ก็แปลกคนเรากลับหันไปกินข้าวขาวมากกว่า จะบอกว่าคนเราโง่หรือฉลาดกันแน่

Posted in KonTamNa (คนทำนา) | Leave a comment

การเรียน-การสอน-การสอบ-ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

วันนี้ (20/7/55) ไปคุมสอบวิชาที่ตัวเองสอน แม้จะลาออกจากราชการแล้ว แต่ก็ยังรับเป็นอาจารย์พิเศษ รับสอนวิชาเลือกที่คิดว่าตัวเองถนัดที่สุด ที่รับสอนก็เพราะเสียดายว่าถ้าเราไม่สานต่อแล้วคงหาคนอื่นสานต่อได้ยาก แถมการสอนเป็นการสอนฟรีไม่ร้บค่าสอนแม้จะได้ตามสิทธิ์ก็ตาม เงินที่ได้มาก็จะคืนกลับไปสู่เด็กนักศึกษาในรูปแบบของทุนการศึกษาและของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำเช่นนี้เพราะตั้งใจไว้ว่าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไปจะทำงานโดยไม่รับค่าตอบแทน และจะเลือกทำเฉพาะที่อยากจะทำเท่านั้น

ย้อนไปสมัยยังเป็นอาจารย์ประจำอยู่ บังเอิญได้เรียนรู้เรื่องการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (student-centred) และเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยสมัยเรียนอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อกลับมามีการส่งเสริมให้ใช้รูปแบบนี้มาใช้ในระบบการศึกษาไทย แต่ก็แปลกหาคนใช้น้อยมาก โดยเฉพาะคนที่คิดว่าตัวเองเรียนสูง ๆ มาต้องการที่จะอวดภูมิตัวเองโดยการสอนในรูปแบบเดิมที่เรียกว่าผู้สอนเป็นสำคัญ (teacher-centred) คนเหล่านั้นหารู้ไม่ว่าการสอนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญนั่นหละเป็นการแสดงถึงกึ่นของผู้สอนได้เป็นอย่างดี มีการกล่าวถึงว่านักศึกษาไทยไม่พร้อมที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบของการเรียนรู้ สำหรับผู้เขียนแล้วเห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้เรียนแต่ปัญหาอยู่ที่ผู้สอนต่างหากล่ะที่ไม่ยอมปรับเปลี่ยน

สำหรับผู้เขียนแล้วได้ใช้รูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาตลอด ได้มีโอกาสเข้าร่วมอบรมสัมมนาหลายครั้งหลายหน ได้ทำวิจัย เขียนบทความทางวิชาการด้านการเรียนการสอนในชั้นเรียนมาตลอดโดยเฉพาะในช่วงท้ายของการรับราชการในอาชีพสอนก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นอาชีพเกษตรกรในปัจจุบัน แต่ก็ยังเกี่ยวข้องการการเรียนการสอนอยู่ ก็เลยอยากจะเขียนอะไรเล่าสู่กันฟังบ้างจากประสบการณ์

อย่างที่บอกว่าวิชาที่ผู้เขียนสอนเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ทางวิศวกรรมที่ผู้เขียนได้ทำวิจัยมาในขณะศึกษาในระดับปริญญาโทที่ออสเตรเลีย ซึ่งการเรียนการสอนการออกแบบนั้นจะมีรูปแบบการเรียนการสอนที่ต่างจากการเรียนการสอนสาขาวิชาอื่น และการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญจึงเหมาะสมที่สุด

เริ่มต้นจากการเรียนที่เปิดโอกาสนักศึกษาตั้งคำถาม (ซึ่งต้องใช้แรงกระตุ้นอย่างมาก) แล้วเอาคำถามเหล่านั้นมาเป็นสารตั้งต้นสำหรับที่จะนำเข้าสู่บทเรียน มีการแนะนำรูปแบบของการเรียนโดยจะเริ่มต้นจากภาพใหญ่ไปสู่ภาพเล็ก ยกตัวอย่างเช่นถ้าจะสอนการสร้างบ้าน ก็ให้ผู้เรียนไปออกแบบบ้านตามที่ตัวเองคิดมาเลยโดยที่เขาไม่จำเป็นจะต้องรู้เรื่องบ้านแต่อย่างไร จะเป็นบ้านชั้นเดียว เพิงหมาแหงน หรือตึกสองชั้น สามชั้นอะไรก็ได้ แล้วค่อยมาแตกย่อยออกไปเช่นองค์ประกอบใหญ่ของบ้านประกอบไปด้วย ฐานราก ตัวบ้าน และหลังคา แล้วแต่ละส่วนก็ค่อยแยกส่วนย่อยไปเรื่อย ๆ ผลจะทำให้ผู้เรียนมองเห็นภาพรวมได้ นี่คือตัวอย่างหนึ่งของการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญ

เอาละมาเล่าถึงการสอบที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างไร ผู้เขียนไม่มีข้อสอบมาตรฐาน การสอบแต่ละครั้งปรับไปตามสถานะการณ์ แต่ก็ให้อยู่ในบริบทของวิชาที่สอน ในปีนี้ก็เช่นเดียวกันข้อสอบก็ไม่มีการออกก่อน แต่ข้อสอบที่ออกโดยผู้เรียน โดยผู้เรียนได้ถูกแบ่งออกเป็น 10 กลุ่ม ๆ ละ 4 คน แต่ละกลุ่มได้มอบหมายให้ออกข้อสอบกลุ่มละข้อ จะเห็นว่าเราได้ข้อสอบทันที 10 ข้อ โดยผู้เรียนเป็นคนออก แล้วให้เลือกทำ 3 ข้อ (ได้แนะนำวิธีการทำข้อสอบไปแล้ว)

ที่เหนือกว่านั้นการสอบครั้งนี้ไม่มีการคุมสอบ อยากจะเปิดหนังสือตอบ (open book) หรือปรึกษาหารือกันยังได้ เป็นห้องสอบที่อาจจะมีเสียงคุยกันบ้างแต่ดูแล้วก็สงบเรียบร้อยดี รูปแบบการสอบแบบนี้ผู้เขียนใช้มาตลอดหลายปี ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าการสอบที่มีผู้คุมนั้นคือความล้มเหลวของการศึกษา เพราะเราไม่เชื่อว่าลูกศิษย์เราจะมีความซื่อสัตย์หรือไม่ (เพราะสอนแต่วิชาการไม่สอนคุณธรรมให้เขา) อย่าลืมว่านักศึกษาจะต้องจบออกไปเป็นพลเมืองของชาติ ถ้าเขายังติดนิสัยขี้โกงตั้งแต่เรียนในมหาวิทยาลัย เราก็เห็น ๆ อยู่แล้วมีการคอรัปชั่นกันไปทั่วทุกหัวระแหงของประเทศ แล้วใครล่ะสร้างคนเหล่านี้ออกไป เรื่องคุณธรรมเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเน้นเสมอในทุกชั่วโมงของการสอนและทุกโอกาสอำนวย ก็ขอบอกตรง ๆ เลยว่าผู้เขียนเห็นว่ามีความสำคัญกว่าวิชาการเสียอีก

แล้วจะถามว่าถ้าเป็นเช่นนี้จะตัดสินอย่างไร นี่แหละเป็นการแสดงถึงกึ่นของผู้สอนล่ะว่ามีมากน้อยแค่ไหน ดังนั้นการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไม่ได้หมายถึงผู้สอนไม่ต้องรู้อะไรเลยกลับตรงกันข้าม ผู้สอนต้องมีความรู้เป็นอย่างมาก หลังจากการสอบแล้วได้มีเสียงจากนักศึกษาว่าการสอบครั้งนี้เป็นการสอบที่สบายใจที่สุด นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการหรือ?

จะเห็นได้ว่าการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญสามารถทำได้ทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ ก็ขึ้นอยู่ว่าผู้สอนจะมีกึ่นแค่ไหนเท่านั้นเอง

Posted in Academic contents | Leave a comment

ขอกลับมาอีกครั้ง

ฺBack of the blogger คำ ๆ นี้ได้เขียนไว้ก่อนหน้านี้ โดยสัญญาว่าจะเขียนบล๊อกหลังจากห่างหา่ยไปนาน แต่ก็ทำได้ไม่นานนัก ก็หายไปอีก อาจจะเป็นอย่างนี้ไปจะไม่รู้กี่ครั้งก็ยังไม่รู้ นี่แหละคือสัจจะธรรม คงยังบอกไม่ได้ว่าจะเขียนไปได้อีกนานเท่าไร เพราะเนื้อหาคือคิดอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น ตอนนี้เขียนไปได้แล้ว 171 เรื่องจาก record ด้วยความเป็นจริงแล้วน่าจะได้สัก 500 เรื่องแล้ว แต่ก็ช่างเถอะเรื่องต่อไปนี้เป็นลำดับที่ 172 ก็แล้วกัน

ที่หายไปดูเหมือนมันไม่มีแรงบันดาลใจอะไรในทำนองนั้นแหละ ก็เลยทิ้งไปเฉย ๆ แต่ก็ยังนึกว่าจะต้องกลับมาเขียนอีกสักวัน ถ้าถามว่าจินตนาการหดหายไปหรือไม่ ก็ดูเหมือนว่าไม่ได้หดหายไปไหน แต่ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตรงที่จากที่ใช้จินตนาการมาก มาใช้ความจริง (fact) มากขึ้น คงเป็นวิวัฒนาการมั่ง ต้องปล่อยมันไปตามที่ตั้งใจไว้ ก็แล้วกัน ใช้คำว่าก็แล้วกันอีแล้ว

จากเส้นทางมนุษย์เงินเดือน ที่ตั้งใจจะไปทำนาแม้ตัวเองจะมีอายุอยู่บ้างแล้ว เมื่อมาทำนาจริงก็พบว่า งานนี้เราน่าจะมาทำตั้งแต่เมื่อ 10 ปีที่แ้ล้ว แต่อย่างว่านั่นแหละความอยากกับความเป็นจริงนั้นมักไม่ลงตัวกัน มีหลายอย่างยังไม่ลงตัว เมื่อมาทำแล้วสิ่งที่พบคืออะไร จากนักทฤษฏีการทำอะไรดูมันง่ายไปหมดไม่เห็นจะต้องมีปัญหาอะไรเลย ยิ่่งเป็นนักคิด นักจินตนาการ(อย่างเราแล้ว)ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ แต่สำหรับงานจริง ๆ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันมีอุปสรรค ข้อจำกัด (constrains) มากมาย นี่แหละชีวิตจริง ๆ ก็ได้แต่คิดว่าในมหาวิทยาลัยควรมีการฝึกเช่นนี้ที่เรียกว่า Leaning by Doing ตอนที่มีหน้าที่โดยตรงก็พยายามทำ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก ตอนนี้ก็ยังมีส่วนอยูบ้าง คงได้ใช้ทฤษฏีกับปฏิบัติถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นต่อไป แม้จะได้ไม่มากนักก็ตาม

ขอเล่าเรื่องประสบการณ์การทำนาบ้าง จริง ๆ แล้วปีนี้เป็นปีที่ 3 ของการทำนา ปีแรกที่ยังไม่ได้ทำเต็มตัว แต่ก็เต็มไปด้วยพลังตามรูปแบบของนักทฤษฏี ทำอะไรไปได้บ้างเป็นประสบการณ์ที่ดี เช่นการทำนาโยนเป็นต้น แล้วจะเล่าที่หลังว่าเหมาะกับอีสานบ้านเรามากน้อยแค่ไหน ปีที่ 2 การเตรียมความพร้อมของพื้นที่ยังไม่ลงตัวประกอบกับฝนฟ้าอากาศไม่ได้เป็นไปอย่างที่ต้องการ ทำหลากหลายรูปแบบเพื่อแก้ปัญหา ก็พอได้ข้าวมากินบ้างและน่าจะคุ้มปี แต่ที่แน่ ๆ คือข้าวอินทรีย์ 100 เปอร์เซนต์ (ดำเอง เกี่ยวเอง ฟาดเอง สีเอง และก็กินเอง) เป็นข้าวกล้อง 100 % บอกตรง ๆ เลยว่าข้าวกล้องก็คือยาขนาดเอกทีเดียว ครั้งที่ 2 นี้ได้ประสบการณ์เยอะ ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ 3 ในสภาพพื้นที่แ้ล้วถือว่าลงตัว แต่ก็มี constrain อยู่ไม่น้อย ถามว่าท้อไหม? บอกได้คำเดียวว่ายากสส์…..

กระบวนการคิดชาวนาได้เปลี่ยนไป จากการทำนาดำที่ใช้ควาย มาเป็นควายเหล็ก แต่เดี่ยวนี้จะไม่เจอแล้ว จะเจอแต่แทรกเตอร์ จากนาดำก็มาเป็นนาหว่าน ในระหว่างนั้นก็มีเทคโนโลยีการทำนาต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอเพื่อให้คนทดลอง เช่นนาโยนบ้าง นาต้นเดียวบ้าง แต่ดูเหมือนสุดท้ายจะมาลงตัวที่นาหว่าน แม้ว่าใครจะทำวิจัยอะไรแล้วก็ตามว่าน่าหว่านได้ผลผลิตน้อยที่สุด แต่มันง่ายน่ะ (หรือมักง่ายก็ไม่รู้) เราก็เอากะเขาด้วย

เมื่อกระบวนการคิดเปลี่ยนไปอย่างนี้ แต่ละคนก็เริ่มทำนาตั้งแต่เมษายน ตั้งแต่ฝนไม่ตก (ไอ้เรายังเซ่อซ่าอยู่ไหนไม่รู้) เรายังตามเขาไม่ทันเลย เมื่อความต้องการรถไถนามีมาก รถไถนาออกมาเท่าไหร่ก็ไม่พอกับความต้องการ เราก็ได้รับผลเช่นเดียวกันคือหารถไถนายากกว่าหาทองคำเสียอีก นี่หรือที่เรียกว่ากระบวนการคอขวด (bottle neck) ด้วยกระบวนการคิดที่เหมือนกันได้สร้างความโกลาหลวุ่นวายอยู่ไม่น้อย เราก็ได้รับผลไปด้วย แต่ด้วยเนื้อหาของกระบวนการคิดแล้วเราคิดต่าง แน่นอนนี่คือบทประสบการณ์ ถ้าไม่เอาตัวเข้าไปสัมผัสโดยตรงแล้วจะรู้อะไรหรือ?

มาถึงตัวเอง ถ้าเราจะต้องทำนาแล้วต้องมารอรถไถ รอฝนฟ้า (อาจจำเป็นต้องรอเหมือนกัน) ไม่รู้เราจะต้องออกมาทำนาทำไม อยู่เป็นนักทฤษฏีกินเงินเดือนอยู่เฉยไม่ดีกว่าหรือได้หลายตังค์อยูนะ หลังจากนั้นก็ไม่เห็นต้องทำนาก็ได้ เชื่อว่ายังมีกินอยู่จนตลอดชีวิตตามแบบของข้าราชการบำนาญ แต่เพราะตัวเองต้องการพิสูจน์ความคิดต่างของตัวเอง จึงต้องมาทำด้วยตัวเอง จะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่างานทำนานั้นเป็นงานที่สนุก ไม่เป็นอย่างที่ชาวนาคนส่วนใหญ่คิดและเป็น แล้วคงจะได้เล่าอะไรผ่าน blog นี้แหละ

สุดท้าย Blog นี้หรืองานเขียนนี้อาจจะไม่มีคุณค่าอะไรสำหรับคนอื่น แต่สำหรับตัวเองแล้วถือว่าเป็นงานบันทึกก็แล้วกัน และ blog นี้ไม่ใช่มีแต่เรื่องทำนาเท่านั้น ยังจะมีงานเขียนในรูปแบบอื่นอีกมากมาย ตามสไตล์ของผู้เขียนที่ว่า คิดอย่างไรเขียนไปอย่างนั้น

Posted in Myself (ข้าฯเอง) | Leave a comment

ผมเป็นคนไม่มีความสุข

ดูชื่อหัวข้อแล้วดูเหมือนว่าคน ๆ นี้ช่างอาภัพเหลือเกิน แต่จะอาภัพหรือไม่อาภัพก็ติดตามก็แล้วกัน ที่ได้หัวข้อนี้ขึ้นมาก็ตอนไปซื้อคอมพิวเตอร์ให้ลูกชาย ขณะอยู่บนรถด้วยกัน จู่ ๆ ลูกชายก็ถามขึ้นมาว่า ตอนนี้พ่อมีความสุขตรงไหน ตรงได้ทำนา ทำสวนหรือเปล่า เพราะเห็นพ่อได้ลาออกจากงานประจำ ซึ่งมีรายได้และเกียรติยศไม่น้อย แล้วมาอยู่ที่บ้าน ทำนา ทำสวน ทำโน่นทำนิ ไม่หยุดไม่หย่อน ลูกชายคงสงสัยเหมือนกัน แต่ที่คำตอบที่ลูกได้คงจะต้องงงไปนาน เพราะคำตอบที่ตอบไปคือ พ่อไม่มีความสุขแต่พ่อมีความสงบ เขาก็คงงงอยู่เหมือนกัน ว่าคนไม่มีความสุขมีอยู่ในโลกนี้หรือ ก็อธิบายหลาย ๆ อย่างให้เขาฟัง จะเข้าใจหรือเปล่าก็ไม่รู้ จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องยากที่จะอธิบาย คนที่มีสภาวะจริงเท่านั้นจึงจะเข้าใจ

เราก็เป็นคนธรรมดาทั่วไปที่ต้องการความสุข และแสวงหาเกือบตลอดชีวิต ก็พอได้มาบ้างแต่ก็สงสัยว่าทำไมมันหายไปไวเหลือเกิน แต่พอมีความทุกข์มันกลับอยู่กับเรานาน ตั้งแต่เป็นเด็กจนถึงวัยรุ่น ก็ไม่ค่อยเชื่อในพุทธศาสนาว่าจะแก้ปัญหาให้ชีวิตได้หรือ แม้จะเรียนรู้เรื่องของศาสนามาบ้าง แต่ก็สงสัยมาตลอดว่าตั้งแต่ศีลข้อ ๑ ที่ว่าห้ามฆ่าสัตว์แล้วจะเอาสัตว์ไหนมากิน แต่ก็เห็นผู้ใหญ่เขาเล่าว่าฆ่าไปวัดไม่บาป พระบางรูปก็ว่าเช่นนั้น บังเอิญเราก็เป็นเด็กวัดเสียด้วย รู้สึกว่ามันย้อนแย้งกันในใจเสมอมา แล้วค่อยมาเข้าใจในตอนหลัง และก็เชื่อในพุทธศาสนาที่จะช่วยโลกได้ โลกในที่นี้อาจหมายถึงโลกที่เป็นโลกที่เราอยู่ในขณะนี้หรือโลกที่เป็นองค์ประชุมของร่างกายที่มีขนาดยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้

จากการศึกษาพุทธศาสนาพบว่าพระพุทธองค์ทรงค้นพบอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค ตอนแรกก็แปลกใจว่าทำไมพระพุทธองค์ไม่เห็นค้นพบความสุขล่ะ ต่อมาก็เริ่มเข้าใจบ้างแล้ว ก็ไม่แปลกอะไรที่ในตอนแรกที่เราพบว่าความสุขนั้นมันอยู่กับเราแป๊บเดียวก็หายไป บางคนก็ลงทุนมากมายเพื่อให้ได้มาซึ่งความสุข เล็ก ๆ น้อย แต่ความทุกข์ไม่เห็นต้องซื้อหาอะไรเลย เดี๋ยวมา ๆ บางครั้งลงทุนเท่าไหร่มันก็ไม่ไปสักที เศรษฐีบางคนก็ต้องฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากทุกข์ นี่ก็เป็นการพิสูจน์ว่าความสุขจริง ๆ มันไม่มี มันมีแต่ทุกข์ดั่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ แต่ที่เรารู้สึกว่าเป็นสุขนั้นเพราะว่าความทุกข์มันผ่อนคลายลดลงบ้างเท่านั้นเอง

ตายล่ะคนเราเกิดมามีแต่ความทุกข์แล้วเกิดมาทำไม จริง ๆ หลายคนก็ไม่อยากเกิดหรอก แต่มีคนให้เกิดแล้วเราจะทำอะไรได้ จริง ๆ แล้วพระพุทธองค์ก็ได้ตรัสถึงความสุขไว้เหมือนกันในหลายบทหลายตอน ก็จะเห็นว่าชีวิตนี้ไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด เช่นความสงบเป็นสุขอย่างยิ่ง (วูปสโมสุโข) สงบในที่นี้หมายถึงสงบจากกิเลส แต่ถ้าปราศจากกิเลสเลยคือพระอรหันต์เป็นสุขยิ่งกว่าสุข (ปรมังสุขัง) เราคงได้แต่ภาษาสำหรับระดับนี้ แต่ที่จะพอมีบ้างคือความสงบ

ที่ตอบลูกชายไปว่าพ่อไม่มีความสุขแต่ก็พอมีความสงบอยู่บ้างคงเป็นคำตอบไม่ผิดนะ เพราะเรารู้ว่าความสุขมันไม่มี จะมีบ้างก็สุขตอแหล (สุขัลลิกะ) ซึ่งเราได้ผ่านมาแล้วและเข้าใจมันพอสมควร ตอนนี้ที่ตอบลูกชายไปว่าพ่อไม่มีความสุขแต่มีความสงบ จริง ๆ แล้วก็คือสุขที่เป็นสัจจธรรมนั่นเอง ที่เล่ามาทั้งหมดถ้าไม่สัมผัสเองจะไม่รู้หรอกนะจะบอกให้

Posted in Dhamma & Life, Uncategorized | Leave a comment

วันนี้ขอเสนอคำว่า “แฮก”

คำว่า “แฮก” เป็นภาษาอีสาน ถ้าเป็นภาษากลางน่าจะแปลว่า “แรก” หมายถึงว่าทำก่อน เช่นพิธีแรกนาขวัญ หลายคนเข้าใจกันดี สำหรับคำว่าแฮกที่เป็นภาษาอีสาน ถ้าไม่ใช่คนอีสานดั่งเดิมคงเข้าใจยาก ในความหมายของคำว่าแฮกมีทั้งความหมายทางด้านดีและด้านไม่ดี ทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจของผู้เขียนเองทั้งนั้น ไม่มีอะไรมาอ้างอิง และจะเกี่ยวโยงกับการแฮกของผู้เขียน

สำหรับการใช้แฮกในความหมายด้านดี เช่นแฮกนา แปลว่าก่อนจะทำนาในแต่ละปี จะมีคนเก่าคนแก่ที่เคยทำนามาก่อน มาทำการแฮกนาให้หรือลงคันไถให้ แค่เป็นรอยน้อย ๆ เท่านั้น ต่อไปคนหนุ่มสาวก็จะเป็นรับช่วงต่อ ถือว่าเป็นศิริมงคล งานนี้ก็จะส่งต่อรุ่นต่อรุ่น แต่ตอนนี้ก็เริ่มหายไปแล้ว เพราะมีรถไถแฮกให้เรียบร้อย ต่อไปคำว่าแฮกจะเป็นคำโบราณที่หาทำยายาก รูปแบบของการแฮกที่ผู้เขียนพบเห็น เช่นการขายของเอาฤกษ์เอาชัยในตอนเช้า แม่ค้ามักจะเอาเงินที่ขายได้ครั้งแรกในวันนั้นตีบนสิ่งของ แล้วบอกว่าเฮง ๆ ๆ แฮกก็เลยเปลี่ยนไปเป็นเฮงเสียนี่ ก็อย่างว่านั่นแหละคนจีนออกเสียงแฮกไม่ถูกพอออกมาก็เลยกลายเป็นเฮง แต่ความหมายน่าจะ same same

สำหรับความหมายในเชิงที่ไม่ค่อยดี ขอยกตัวอย่างแบบตรง ๆ เลย เช่นถ้าเราออกรถใหม่ป้ายแดง ถ้าภายใน 1 เดือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือเรียกว่าแฮก ต่อไปก็จะไปได้ดี แต่ถ้ามีการชน การคว่ำภายใน 1 เดือนนี้ ต่อ ๆ ไป ก็มีโอกาสเป็นเช่นนั้นอีก แต่นี่ไม่ใช่สูตรตายตัวนะ เป็นความเชื่อของแต่ละบุคคล โปรดใช้วิจารณญานในการอ่าน

งานนี้เขียนขึ้นมาเพื่อเล่าประสบการณ์แฮกของผู้เขียนเอง เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน มีกะตังค์เพียงเล็กน้อยพอที่จะไปดาวน์รถเก่งใหม่ป้ายแดงกับเขาบ้าง วันแรกที่ออกมาก็หวั่น ๆ อยู่เหมือนกันว่ามันจะโดนแฮกไหมน้อ รถป้ายแดงมักจะมีแรงดึงดูดให้เกิดเหตุการณ์อันไม่คาดฝันอยู่เรื่อยเลย เป็นอันว่าเมื่อออกรถมาแล้วก็ถือโอกาสฉลองเลยภายในครอบครัว ไม่ใกล้ไม่ไกลก็ร้าน pizza ที่ Big-C วารินนี้เอง อิ่มหนำสำราญกันแล้ว ออกมาตาก็กวาดไปเห็นตรงกันชนท้าย มีรอยเหมือนโดนรถเข็ญเฉี่ยวเข้าให้ ใจหายแว๊ปรถเราโดนแฮกเสียแล้ว ดีนะยังมีประกันชั้นหนึ่งรองรับไว้อยู่ แต่ใจจริงแล้วก็ไม่อยากใช้บริการเลย ไม่โดนแฮกนั่นแหละดี

เมื่อแฮกแล้วมันมักจะมีอะไรตามมา ปีต่อมาภรรยาก็ถอยชนต้นไม้ที่วัดขณะไปงานศพ ก็กันชนหลังเช่นเดิมแถมฝากระโปงท้ายนิดหน่อย ปีต่อมาอีกเราเองถอยชนรถน้องชายที่บ้าน ชนอะไรไม่ชนไปชนเอากันชนรถปิกอัพ กันชนท้ายก็ยุบนะสิ นี่คืองานของปีที่ 3 เพิ่งไป claim มาสด ๆ ร้อน ๆ ปีที่ 4 รถเก่งยี่ห้อเดียวกันชนท้ายเราอีก ทีนี้แย่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา คือกันชนท้ายฉีก จริง ๆ น้า….ทางก็ออกกว้างถนน 4 เลนส์ เราก็ขับไม่ไวแถมให้สัญญาไฟเลี้ยวแล้วก็ยังโดนจนได้

กันชนท้ายที่โดนชน

แค่นั้นยังไม่พอ ขณะนำรถจะไป claim ประกัน ก็มีปิกอัพเก่า ๆ น่าจะเป็นของพ่อค้า ไม่รู้โกรธอะไรเรา เราก็ไม่เคยทำอะไรให้โกรธขับรถมาตามถนนดี ๆ เขาก็ขับกระชากเร่งแล้วเบรคใกล้ ๆ นึกในใจว่าต้องโดนแน่เลยแหละ เราก็พยายามจะหลบเขาเห็นเขาทำท่าจะตรง เราก็เลี้ยวซ้าย จู่ ๆ ก็เลี้ยวตามเราอีก พฤติกรรมคนขับก็เหมือนเดิม ต้องหลบให้เขาแซง แต่พฤติกรรมคนขับก็ยังไม่เปลี่ยน พุ่งเข้าเหมือนจะชน pajero ป้ายแดงอีก คิดว่าไอ้คนนี้ถ้ามันไม่อารมณ์ค้างจากบ้านก็อาจจะกินยาอะไรสักอย่างถึงทำให้มันบ้าอย่างนี้

เหตุการณ์ 4 ครั้งที่เกิดจากการโดนแฮกครั้งแรก ถ้าจะบอกว่าไม่เชื่อมันก็น่าเชื่อ แต่อีกไม่นานกันชนหลังก็คงจะต้องถูกเปลี่ยนออก อาถรรพ์ของการโดนแฮกน่าจะหมดไป จริง ๆ แล้วด้วยความที่เป็นชาวพุทธ ไม่ได้เชื่อเรื่องนี้แต่เชื่อกรรมมากกว่า แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามันต้องมีเหตุและผล(cause and effect)พร้อมการเชื่อโยง อย่างไรก็ตามมันจะเป็นอะไรก็ช่าง การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท น่าจะเป็นคำตอบของชีวิต อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ช่างหัวมัน……

Posted in Anything (สัมปะปิ-ไร้สาระ) | Leave a comment