why resign not retire – ตอนใกล้สบายใจแล้ว

วันที่ 1 ตุลาคม ของทุก ๆ ปีถือเป็นวันเกษียณอายุราชการ สำหรับผู้ที่มาอายุ 60 ปี ไม่อยากไปก็ต้องไป แต่สำหรับเราไม่เป็นเช่นนั้นเพราะเราไม่เกษียณตามอายุราชการ แต่ลาออกจากราชการก่อนเกษียณอายุ 1 ปี แม้หนังสือจะยังไม่รับการอนุมัติลาออก เพราะต้องเคลียร์โครงการวิจัยอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้ว น่าจะไม่มีปัญหาอะไร ตั้งใจไว้ว่าจะให้มีผลในวันที่ 1 ตุลาคม 2554 แต่ถ้าไม่ทันก็เป็นวันที่ 2 3 4 ….แต่ไม่ใช่ปีหน้านะ

หลายคนเคยถามว่าทำไมไม่อยู่อีกสักปี หรือทนรออีกสักปีก็เกษียณอายุราชการแล้ว ข้อเขียนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของคำถามนั้น จริง ๆ แล้วเราก็รู้ว่าถ้าเราอยู่อีก 1 ปี เงินเดือนที่ได้ก็ไม่น้อยสำหรับข้าราชการใกล้เกษียณอย่างเรา แล้วไม่เสียดายหรือ? ถ้าจะบอกว่าถ้าจะต้องเกษียณมันไม่ท้าทายก็อาจจะเป็นเหตุผลประกอบอีกส่วนหนึ่ง จริง ๆ แล้วก่อนการลาออก มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายต้องมาคิดเอาวันสองวันก็หาไม่ คิดมาแล้วเป็นปี หรือจะบอกว่าหลายปีก็ว่าได้

ก็คิดเอาเองว่าในชีวิตของตัวเองจะขอแบ่งออกเป็น 3 ช่วงก็แล้วกัน โดยช่วงแรกเป็นช่วงของการแสวงหา ช่วงที่ 2 เป็นช่วงของการสร้าง และช่วงสุดท้ายหรือช่วงที่ 3 เป็นช่วงของการให้ก็แล้วกัน ก็คิดต่อไปว่า ชีวิตคนเราอาจเปรียบได้เหมือนก้อนเส้า ถ้ามีก้อนเดียวจะทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ถ้ามีสองก้อนก็ทำได้บ้างแต่ไม่มั่นคง ถ้ามีสามก้อนเป็นความสมบูรณ์จะทำอะไรก็ได้ (สำหรับทฤษฏีก้อนเส้า 3 ก้อน คนรุ่นใหม่อาจจะเข้าใจยากหน่อย แต่สำหรับคนรุ่นเก่าที่ยังใช้ฟีนหุงหาอาหารจะเข้าใจดี) เอาเป็นว่าไล่เรียง ช่วงของแต่ละช่วงของชีวิตก็แล้วกัน

ช่วงที่ 1 เป็นช่วงของการแสวงหา จริง ๆ แล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแสวงหาอะไร ด้วยความเป็นเด็กบ้านนอกก็ไม่ได้นึกไปไกล แต่ก็แปลกใจตัวเองว่าทำไมเราเป็นชอบเรียน ไปเลี้ยงควายก็เอาหนังสือไปอ่านด้วย เรียนขั้นสูงขึ้นมาหน่อยก็บ้าเรื่องเรียนเหมือนกัน ถ้าจะบอกว่าเรื่องขยันนี้ไม่แพ้ใคร แต่เรื่องความฉลาดอาจจะมีไม่มาก โอกาสก็น้อย แต่ความท้อถอยไม่เคยมี สุดท้ายก็บรรลุจุดประสงค์ โดยใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 30 ปี จะถือว่านี่คือก้อนเส้าก้อนแรกก็ว่าได้

ช่วงที่ 2 เป็นช่วงของการสร้าง การมีครอบครัวทำให้จำเป็นต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่าง ถ้าไม่สร้างให้ตัวเอง เขาก็บอกว่าสร้างให้ครอบครัว จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้ดิ้นรนอะไรมากมาย จนได้รับการต่อว่าต่อขานว่าเป็นคนไม่อยากได้อยากดี คือไม่แสวงหาหรือสะสมจนเกินเหตุ เป็นแค่เก็บเล็กผสมน้อยไปเรื่อย ๆ เท่านั้นเอง นี่หรือเปล่าเขาเรียกว่าความพอเพียง ตอนแรก ๆ ก็ดูไม่ดีเท่าไหร่ แต่พอนานเข้าหลายอย่างก็เป็นรูปธรรมขึ้นบ้าง คงจะตอบข้อสงสัยของคนที่บอกว่าไม่อยากได้อยากดีได้ นี่คือก้อนเส้าก้อนที่ 2 ซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 30 ปีเช่นกัน

ช่วงที่ 3 เป็นช่วงของการให้ ไม่ได้เป็นคนมีอะไรมากมายเหมือนกับหลาย ๆ คน ถ้าจะบอกว่ามีทุกอย่างเท่าที่จำเป็นของชีวิตก็ว่าได้ คนอื่นอาจจะมีเงินในธนาคารเป็น ร้อยล้าน พันล้าน เราก็มีเงินเหมือนกัน แต่ที่เหลืออยู่เป็นเงินเดือนสุดท้ายเท่านั้นเอง ก็มองเห็นว่าไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสะสมให้ได้ขนาดนั้น(แน่นอนไม่มีทางเป็นไปได้) ก็มาคิดว่าเมื่อเราพร้อมทุกอย่างแล้ว ไม่เห็นจะต้องสะสมให้ตัวเองมากมายแล้ว น่าจะเป็นช่วงของการให้(แต่ต้องให้ด้วยปัญญา) อยากจะทำตัวเป็นกระจก เป็นตัวสท้อนกลับ เพื่อประโยชน์ของคนที่ขาดแคลน และด้อยโอกาส นี่น่าจะเป็นก้อนเส้าก้อนที่ 3 จะใช้เวลาเท่าไหร่ก็ช่างมัน ถ้าอายุถึง 90 ก็น่าจะใช้เวลาอีก 30 ปี

แล้วใกล้สบายใจอย่างไร? ในช่วงของ 60 ปีที่ผ่านมา ต้องทำอะไรที่อยู่ในกรอบ ต้องทำอะไรไม่ตรงบ้าง โกหกบ้าง รู้สึกไม่สบายใจ ต่อไปนี้เราคือเราที่ไม่ต้องทำอะไรที่ไม่อยากทำแล้ว แต่จะเอาศีล เอาธรรมเป็นกรอบสำหรับการทำงาน ดังคำตรัสที่ว่า ศีลจะนำมาซึ่งความสุข ศีลจะนำมาซึ่งโภคทรัพย์และอริยทรัพย์ ศีลจะนำมาซึ่งนิพพาน ดังนั้นศีลจึงเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในโลก ถ้าเราทำตามนี้แล้วชีวิตนี้ต้องไปห่วงอะไร คิดแล้วจะไม่ให้สบายใจได้อย่างไร  

 

 

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Why resign not retire?. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s