ความสุขของเศรษฐีพอเพียง

บังเอิญได้ฟังรายการวิทยุสถานีหนึ่ง ได้เอาเรื่องของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มาเล่าถึงการใช้ชีวิตแบบพอเพียง แม้จะเป็นเศรษฐีระดับโลกก็ขึ้นลง ๆ อันดับ 2 อันดับ 3 ส่วนจำนวนเงินที่มีนั้นไม่ต้องพูดถึง ถ้าใครไม่เก่งเลข นับไม่ถูกแน่ ๆ นั่นก็ไม่สาระนักสำหรับงานเขียนนี้ เลยค้นหาวิธีชีวิตพอเพียงของเศรษฐีเป็นอย่างไร มันขัดแย้งกันหรือเปล่า? พบว่าใน  http://www.oknation.net/blog/print.php?id=202921  ซึ่งเป็นรายการสัมภาษณ์หนึ่งชั่วโมงของสถานีโทรทัศน์ CNBC สัมภาษณ์ วอร์เรน บัพเฟตต์ ซึ่งบริจาคเงินให้การกุศล 31,000 ล้านดอลล่าร์ จึงขออนุญาตนำมาเล่า นอกที่จะใช้ในการขยายข้อคิดดี ๆ ให้คนอื่นได้อ่านบ้าง ยังเป็นเรื่องสำหรับเตือนตัวเองด้วย และอาจจะมีความเห็นอะไรเพิ่มเติมในตอนท้าย ๆ ด้วย

ต่อไปนี้คือแง่มุมบางส่วนที่น่าสนใจยิ่งจากชีวิตของเขา:

1. เขาเริ่มซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ และปัจจุบันบอกว่ารู้สึกเสียใจที่เริ่มช้าไป!
2. เขาซื้อไร่เล็กๆ เมื่ออายุ 14 โดยใช้เงินเก็บจากการส่งหนังสือพิมพ์
3. เขายังอาศัยอยู่ในบ้านเล็กหลังเดิมขนาด 3 ห้องนอน กลางเมืองโอมาฮา ที่ซื้อไว้หลังแต่งงานเมื่อ 50 ปีก่อน เขาบอกว่ามีทุกสิ่งที่ต้องการในบ้านหลังนี้ บ้านเขาไม่มีรั้วหรือกำแพงล้อม
4. เขาขับรถไปไหนมาไหนต้วยตนเอง ไม่มีคนขับรถหรือคนคุ้มกัน
5. เขาไม่เคยเดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว แม้จะเป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก
6. บริษัท เบิร์กไช แฮทะเวย์ ของเขามีบริษัทในเครือ 63 บริษัท เขาเขียนจดหมายถึงซีอีโอของบริษัทเหล่านี้เพียงปีละฉบับเดียว เพื่อให้เป้าหมายประจำปี เขาไม่เคยนัดประชุมหรือโทรคุยกับซีอีโอเหล่านี้เป็นประจำ

7. เขาให้กฎแก่ ซีอีโอ เพียงสองข้อ
กฎข้อ 1 อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย
กฎข้อ 2 อย่าลืมกฎข้อ 1

8. เขาไม่สมาคมกับพวกไฮโซ การพักผ่อนเมื่อกลับบ้าน คือทำข้าวโพดคั่วกินและดูโทรทัศน์

9. บิล เกตส์ คนที่รวยที่สุดในโลก เพิ่งพบเขาเป็นครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน บิล เกตส์คิดว่าตนเองไม่มีอะไรเหมือนวอร์เรน บัพเฟตต์เลย จึงให้เวลานัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อบิล เกดส์ได้พบบัฟเฟตต์จริงๆ ปรากฏว่าคุยกันนานถึงสิบชั่วโมง และบิล เกตส์กลายเป็นผู้มีศรัทธาในตัววอร์เรน บัพเฟตต์

10. วอร์เรน บัพเฟตต์ ไม่ใช้มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์บนโต๊ะทำงาน

11. เขาแนะนำเยาวชนคนหนุ่มสาวว่า: จงหลีกห่างจากบัตรเครดิตและลงทุนในตัวคุณเอง

ที่สุดของชีวิต คือ มีปัจจัย ๔ อย่างเพียงพอนั่นเอง

๑. มหาเศรษฐีหรือยาจก กินข้าวแล้วก็อิ่ม 1 มื้อ เท่ากัน

๒. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีเสื้อผ้ากี่ชุด ก็ใส่ได้ทีละชุด เท่ากัน

๓. มหาเศรษฐีหรือยาจก มีบ้านหลังใหญ่แค่ไหน พื้นที่ที่ใช้จริงๆ ก็เหมือนกันคือ ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เหมือนกัน

๔. มหาเศรษฐีหรือยาจก จะมียารักษาโรคดีแค่ไหน ยื้อชีวิตไปได้นานเพียงไร สุดท้ายก็ต้องตาย เหมือนกัน

มองทะลุวัตถุนิยม และเห็นความหมายที่แท้จริงของชีวิต

อ่านแล้วก็แทบไม่น่าเชื่อว่าคนที่เป็นเศรษฐี จะมีความคิดและรูปแบบการใช้ชีวิต สำหรับผู้เขียนบอกว่าเป็นชีวิตที่พอเพียงก็ว่าได้ และก็เชื่อว่าถ้าใครก็ตามมีรูปแบบชีวิตแบบนี้ ถ้าไม่รวยขนาดวอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็เชื่อว่าจะไม่ยากจน

ทำให้ย้อนนึกถึงในครั้งพุทธกาล นางวิสาขาก็เป็นเศรษฐี อาจจะมากหรือน้อยกว่าบัฟเฟตต์ก็ไม่รู้ แต่น่าสังเกตว่านางวิสาขาได้บรรลุแค่โสดาบันเท่านั้น ส่วนอนาถบิณฑิกะเศรษฐี ซึ่งตอนท้ายไม่มีอะไรเลย ได้บรรลุธรรมขั้น สกิทาคามี ซึ่งสูงกว่าโสดาบัน ส่วนอนาคามรวมทั้งถึงระดับอรหันต์ ท่านจะไม่มีอะไรเลย แม้แต่บ้างช่องเรือนชาน

ก็ให้ผู้อ่านพิจารณาเอาเองก็แล้วกัน

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Dhamma & Life. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s