คนเหนือโลก

เป็นความรู้ที่ได้รับการการฟังเทศน์ ก็อยากจะบอกเล่า เก้าสิบ ให้คนอื่่นได้รู้บ้าง แต่แน่ ๆ คนที่ได้รับประโยชน์คนแรกก็คือตัวเอง ก็ขอเล่าเรื่องของพุทธศาสนาโดยเฉพาะส่วนที่เป็นลักษณะของพุทธศาสนา

คงต้องท้าวความของผู้เขียนก่อนว่า ผู้เขียนแม้จะมีอายุ อานาม พอสมควรแล้ว แต่ยังไม่ได้บวช ตามประเพณี เพราะสมัยเป็นเด็ก ก็เริ่มสงสัยในพุทธศาสนาแล้วว่า ช่วยคนจริงหรือ? เป็นประโยชน์จริงหรือ? เป็นเด็กวัดก็เป็นแล้วหลายปี แต่ก็ยังสงสัยในพฤติกรรมของพระส่วนใหญ่อยู่นั่นเอง จนไม่คิดจะบวช เพราะมองไม่เห็นประโยชน์ ยิ่งไปเจอพระจากสถานที่แห่งหนึ่ง ได้ถามท่านว่า ชายไทยจำเป็นต้องบวชหรือไม่ ท่านตอบว่าไม่จำเป็น(ถูกใจเราเลย) การจะเป็นพระไม่ได้อยู่ที่การโกนหัวห่มผ้าเหลืองเท่านั้น แม้แต่ฆราวาสก็สามารถเป็นพระได้ ตอนแรกก็งง แต่พอศึกษาลึก ๆ ไปแล้ว ก็ทำให้เข้าใจในความหมายของท่าน

พอศึกษาเข้าไปแล้ว พบว่าศาสนาพุทธนั้นไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิดไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก แต่ยิ่งใหญ่กว่านัันมากมาย ดังจะได้ยกเอาลักษณะบางอย่างของศาสนาพุทธมาเล่า จากปัญญาอันน้อยนิดของผู้เขียนและความเข้าใจของผู้เขียนเอง มีลักษณะเป็นดังนี้คือ

เหนือโลก(โลกุตตระ) – คำว่าโลกไม่ได้หมายถึงโลกกลม ๆ ที่เราอาศัยอยู่นี้เลยที่เดียว แต่ก็มีส่วนอยู่ แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่าง ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งกายของเรา ที่มีคนกล่าวว่าโลกคือกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจ การอยู่เหนือโลกไม่ได้หมายถึงต้องนั่งเครื่องบินขึ้นไปสูง ๆ จริงแล้วเครื่องบินก็อยู่ใต้โลกได้ เพราะโลกมันกลม การอยู่เหนือโลกคือการได้ติดอยู่กับโลกธรรม 8 อันได้แก่ ลาภ(เสื่อมลาภ) ยศ(เสื่อมยศ) สรรเสริญ(นินทา) และสุข(ทุกข์) แม้โลกหรือคนส่วนใหญ่จะติด แต่สำหรับผู้มี่โลกุตตระแล้วจะไม่ติดเรื่องนี้ นั่นคือคนเหนือโลก 

รู้โลก(โลกวิทูร) – คนมีธรรมะจะเป็นผู้รู้ความเป็นไปของโลก ว่าโลกมันเป็นอย่างนี้เอง ทั้งการใช้ชีวิตและความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ มีคนเข้าใจกันว่าถ้าคนศึกษาหรือสนใจศาสนาแล้วจะเป็นคนคร่ำครึก ไม่ทันโลก หรือไม่รู้จักโลก แต่ตามความเป็นจริงแล้ว คนที่เข้าใจพุทธศาสนาที่ถูกต้องจะเป็นคนแววไว รู้ทันโลก ยกเว้นคนที่ศึกษาไม่ถูกทาง บางครั้งศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีในโลกใบนี้จะรู้ได้โดยไม่ยาก ถ้าเข้าใจศาสนาพุทธที่ถูกตรง

เมื่ออยู่เหนือโลก และรู้โลกแล้ว ส่วนที่สำคัญอีกอย่างคือ

เกื้อกูลโลก(โลกานุกัมปายะ) – ข้อสุดท้ายนี้แหละที่ผู้เขียนสงสัยมาตั้งแต่เด็กว่า ศาสนาพุทธไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเลย แต่ความคิดได้ปรับเปลี่ยนไป โดยรู้ว่าศาสนาพุทธนี้แหละจะช่วยสังคมให้หลุดพ้นความทุกข์ยาก อีกจิตหนึ่งคือจิตฤาษี จิตที่ต้องการหนีโลก คือไม่ค่อยอยากช่วยสังคมเอาแต่ตัวเอง เอ่…ว่าตัวเองหรือเปล่า ! อยากแต่จะปลีกเดี่ยวไปแต่เพียงผู้เดียว เอาตัวรอดคนเดียว คงต้องค่อย ๆ ฝึกตัวเองให้เกื้อกูลโลกให้ได้เพราะศาสนาพุทธไม่ต้องการให้เอาตัวรอดคนเดียว

การจะเป็นคนเหนือโลกได้นั้น ควรจะต้องเป็นพระเสียก่อน พระในพุทธศาสนานั้น มีตั้งแต่ระดับ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี และสุดท้ายก็คือพระอรหันต์ การจะอยู่เหนือโลกได้มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความเป็นพระดังที่กล่าวมาแล้ว รูปแบบอาจจะเป็นทั้งคฤหัส หรือเป็นพระห่มผ้าเหลืองอยู่ในวันก็ได้ แล้วแต่คุณธรรม

และอีกอย่าง การที่มีความเข้าใจว่าผู้สนใจศาสนาพุทธนั้นจะเป็นคนโง่ คร่ำครึก ไม่รู้โลก ไม่ช่วยเหลือโลกนั้น จงเข้าใจเสียใหม่ว่าไม่เป็นอย่างที่คิดแน่นอน

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Dhamma & Life. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s