why resign not retire – backgroud

ความคิดที่จะลาออกจากราชการ นั้นไม่ใช่มีขึ้นตอนใกล้จะเกษียณอายุราชการเท่านั้น เกิดขึ้นตั้งแต่รับราชการใหม่ ๆ แต่เหตุการณ์ได้ผกผันไปหลังจากมีครอบครัว ความคิดที่ตั้งไว้แต่เดิมนั้นไม่สามารถทำได้แล้ว เพราะจากหนึ่งก็เป็นสอง จากสองก็เป็นสาม หมายถึงห่วงน่ะ พระพุทธองค์ได้ตรัสถึงห่วงทีผูกเราไว้อย่างหลวม ๆ แต่แน่น นั่นคือ ทรัพย์คือห่วงผูกขา ภรรยาคือห่วงผูกแขน และที่สำคัญที่สุดคือ บุตรคือห่วงผูกคอ ความจำเป็นในการที่จะต้องทำมาหากินยังมีอยู่ ดังนั้นจึงต้องทำงาน ก็งานรับราชการนี่แหละเป็นอาชีพที่เราเลือก แต่อย่างไรก็ตาม ก็เชื่อตัวเองว่าไม่ได้ทำแบบเช้าชาม-เย็นชาม ทำเท่าที่ความสามารถตัวเองจะมีอยู่เท่านั้น

ความคิดจะลากออกจากราชาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? หลังจากศึกษาพุทธศาสนา ตามแนวความเชื่อของตัวเองว่าทิศทางนี้แหละถูกต้อง พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ถึงมิจฉาชีพมีทั้งหมดด้วยกัน 5 ระดับ ตั้งแต่ โกง ปล้น โกหก มอบตนในทางที่ผิด ซึ่งเป็นสี่ระดับแรก (จำย้งไม่แม่น) ที่เป็นมิจฉาชีพหยาบ เข้าใจไม่ยาก คนทั่วไปก็เข้าใจได้ แต่ระดับที่ 5 นี้เข้าใจยาก แม้แต่ตัวเองก็ต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเข้าใจได้ แต่ก็ยังไม่มีสภาวะเต็มเปี่ยมนัก นั่นคือการทำงานในลักษณะลาภแลกลาภ ยังไม่อยากอธิบายมากนักในที่นี้เพราะเข้าใจยากจริง ๆ ทิ้งเอาไว้ให้คิดก็แล้วกัน

สิ่งที่กล่าวมาไม่ใช่ว่าจะไม่มีตัวอย่างให้เห็น มีตัวอย่างให้เราเห็นอยู่เสมอ ยังแอบอิจฉาคนที่เขาทำได้เลย คิดว่าตัวเองยังมีบุญน้อยอยู่ ก็คงต้องเก็บเล็กผสมน้อย ไปเรื่อย ๆ เริ่มตั้งแต่การขอเลื่อนขั้นพิเศษ หรือจะเรียกว่าสองขั้นก็ได้ ในจำนวน 8 คน ที่เข้ารับราชการพร้อมกัน ตัวเองเป็นคนที่ได้รับการเลื่อนขั้นพิเศษเป็นคนสุดท้าย ทั้งที่ผลงานก็คิดว่าพอมีบ้าง (อาจจะเข้าข้างตัวเอง) แต่ก็ไม่นึกน้อยใจอะไร แต่ก็ได้ตั้งข้อสังเกตุไว้เท่านั้น ในสมัยนั้น ผู้ที่จะได้รับขั้นพิเศษต้องเขียนขอด้วยตัวเอง ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาว่าให้เขียน เราก็เขียน แต่ผลออกมา ไม่ได้ จะบอกว่าเสียความรู้สึกไหม? ก็ตอบได้เลยว่าเสียความรู้สึกบ้าง เลยตั้งใจว่าต่อไปนี้เราจะเขียนอะไรเพื่อตัวเองอย่างเด็ดขาด

ในปีต่อมาก็ไม่เขียน แต่ผู้บังคับบัญชาเขียนให้และให้ลอกตามนี้ ที่บอกว่าจะไม่เขียนก็ยอมรับครึ่งหนึ่งก็แล้วกัน ปีนั้นก็ได้มา คราวเมื่อเกิดเศรษฐกิจกับประเทศ จำไม่ได้แล้วว่าปีไหน ได้ข่าวว่ารัฐจะไม่มีเงินจ่ายให้ข้าราชการ ก็มีความตั้งใจว่าจะไม่ขอขึ้นเงินเดือนตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ก็จะขอลดเงินเดือนตัวเองด้วย ก็ได้แต่คิดไม่ได้ทำ แต่เพื่อนในอุดมการณ์เดียวกัน เขาทำไป แต่รู้สึกว่าเขาไม่ยอมให้ลดขั้นเงินเดือนของตัวเอง

ต่อมาได้ปฏิเสธการขึ้นขั้นพิเศษหลายครั้งหลายโอกาส หลังจากกลับมาจากต่างประเทศ ถ้าทำงานไม่ถึง 6 เดือนหรืออะไรในทำนองนี้แหละ ผู้บังคับบัญชาก็ขึ้นเงินเดือนให้ปกติ แต่เมื่อตรวจสอบแล้ว เรากลับขาดคุณสมบัติในข้อระยะเวลา ต้องไม่ขึ้นเงินเดือนหรือเขาเรียกว่าแป๊กเงินเดือน แต่เขาก็เสนอทางออกให้โดยส่งคำขอไปใหม่ คือให้ขอขั้นเป็นกรณีพิเศษโดยใช้คำว่ามีผลงานเด่น ก็จะไม่ได้โดนแป๊ก แต่เราก็ไม่ทำ ต้องคืนเงินส่วนที่รับมาแล้ว คืนก็คืนไม่เห็นมีปัญหาอะไรนิ่ ครั้งหนึ่งเมื่อถึงรอบที่เราจะได้ขั้นพิเศษบ้าง แต่มีคนอีกคนหนึ่งไม่เคยสัมผัสกับสิ่งนี้เลย เราก็เสียสละให้ จนผู้บังคับบัญชาขั้นต้นโดนตำหนิ แต่ปีต่อมาเราก็ได้เหมือนเดิม อาจจะช้าไปหน่อยก็ไม่เป็นไร (แต่ไม่ได้เขียนขอนะ เขาให้เอง)

เจตจำนงค์ที่จะไม่ขอขั้นพิเศษนี้ยังคงสม่ำเสมอ เชื่อว่าจนกระทั่งวันนี้ ได้ประกาศให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เสนอเสมอว่า ถ้าไม่มีคนจะให้แล้วค่อยให้เรา ก็แปลกเรากลับได้รับความกรุณาอย่างต่อเนื่อง สำหรับตัวเองก็ไม่เคยได้จำว่าได้กี่ครั้ง แม้แต่เงินเดือนของตัวเองยังไม่รู้เลยว่าได้เท่าไหร่จนถึงขณะนี้ ก็ทำได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านี้ จะบอกว่าบุญมีแค่นี้ก็ได้

เอ้า…แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่จะลาออกแทนการเกษียณอายุราชการ เกี่ยวสิ กระบวนการคิดนี้ได้สั่งสมมาเรื่อย ๆ ประกอบกับความตั้งใจเดิมว่าจะต้องลาออกจากราชการแน่นอน เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เกริ่นกับผู้ใกล้ชิดเสมอ แต่จังหวะเวลา หรือปัจจัยต่าง ๆ ยังไม่ลงตัว ทั้งเรื่องการงานและส่วนตัว ถึงเวลานี้ ก็มีอะไรลงตัวและอาจจะไม่สมบูรณ์ 100 % คงต้องทำแล้วล่ะ ถ้าไม่ทำปีนี้ ก็คงไม่มีเวลาทำอีกแล้ว

เพื่อให้เติมเต็มในสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า ต้องการทำงานฟรี ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2554 เป็นต้นไป จะไม่ร้บค่าตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น แต่งานนั้นจะต้องเป็นงานที่เราเลือกที่จะทำ ทำก็คือทำ (ฟรี) ไม่ทำคือไม่ทำ (ค่าจ้างเท่าไหร่ก็ไม่สน) ก็เพราะเราคือ เพียรพอเพียง

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Myself (ข้าฯเอง). Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s