นี่หรือคือชีวิต?

ระหว่างสอนก็บอกให้นักศึกษาเข้าไปอ่าน blog ที่เขียนบ้าง เพราะมีเนื้อหาด้านวิชาการอยู่ด้วย หรือก็ความรู้อื่น ๆ หนึ่งในจุดประสงค์ของการเขียน blog ขึ้นมา ก็เพื่อการสือสารกับพวกเขาเหมือนกัน และก็เล่าถึงวิธีการเป็นนักเขียน หรือนักเขียน blog โดยบอกว่า นักเขียนบางคนเขาใช้อะไรก็ได้เป็นตัวจุดประกายในการเขียน มีนักศึกษาคนหนึ่ง ก็อยากรู้ถ้าเขาจะตั้งหัวข้ออย่างนี้ และเราจะเริ่มต้นการเขียนอย่างไร นี่คือหัวที่นักศีกษาตั้งให้

นี่หรือคือชีวิต? แล้วก็อยากจะให้มีเนื้อหาภายในนั้นคือ เกิดมาเพื่ออะไร? ตายไปได้อะไร?

เชื่อว่าหลายคงสงสัยเหมือนกันว่า เกิดมาเพื่ออะไร? แล้วตายไปจะได้อะไร? ขอเขียนเป็นสองหัวข้อก็แล้วกัน การตอบคำถามนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนเอง ที่ได้ฟ้งจากพระท่าน ไม่รู้ว่าหลายคนอยากเกิดมาหรือเปล่า แต่ต้องเกิดมาเพราะมีคนทำให้เกิดมา (ทุกคนนั่นแหละ) เมื่อเกิดมาแล้ว ก็ไม่รู้จะทำอะไร แต่คนรอบข้างเขาทำกันอย่างนี้ ก็เลยทำตามเขาไป เช่นบอกว่าตอนเด็กต้องเรียนอนุบาลนะ โตขึ้นมาก็เรียนมัธยม มหาวิทยาลัย แล้วก็ออกไปทำงาน เพื่อแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่เขาก็หารู้ไม่ว่า ในของ 4 อย่างที่กล่าวมา มันจะมีของคู่กันมาที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ นั่นคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และก็ทุกข์ ที่เขาเรียกว่าโลกธรรม 8

แต่บางคนก็สงสัยอยู่เสมอ ว่าเกิดมาเพื่ออะไร แต่ก็ไม่สงสัยว่าทำไมต้องเกิดมา เพราะรู้แล้วว่ามีคนทำให้เกิดมา เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องการหาคำตอบเหตุของการเกิดมาเพื่ออะไร เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่มีผู้ตั้งคำถาม ผู้ที่ตั้งคำถามก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง แล้วท่านก็ได้คำตอบนี้แล้ว แต่เราสิยังงง หลายคนก็ออกแสวงหา เช่นการออกบวช แต่เมื่อบวชแล้วหลายคนก็หลงทาง กลับไปแสวงหาโลกธรรม 8 เหมือนกลุ่มที่ไม่รู้ว่าเกิดมาเพื่ออะไร แต่ถ้าผู้ที่ตั้งใจแสวงหาจริง ๆ เชื่อว่าเขาเริ่มเห็นทางแล้วว่าเกิดมาเพื่ออะไร

เมื่อเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ถ้าไม่ต้องการตายก็ไม่ต้องเกิด ก็เท่านั้นเอง แล้วจะทำได้อย่างไร ในเมื่อคนทำให้เกิดเต็มโลกอยู่อย่างนี้ การตายนั้นสามารถแบ่งออกได้ 2 แบบ คือการตายเพราะ แก่ เจ็บ ตาย หรือ แม้อุบัติเหตุ เป็นเรื่องที่ไม่น่าสงสัยอะไร ตายไปแล้วได้อะไร คงต้องตอบง่าย ๆ ที่ไม่สามารถเถียงได้ คือตายไปแล้วก็ได้ไปวัด แล้วก็เผา แต่ตายอีกแบบ พระท่านบอกว่าเป็นการตายก่อนตาย เอะ…มันหมายถึงอะไรกัน? ช่างเข้าใจยากเสียเหลือเกิน เอาเป็นว่าท่านบอกว่า ที่บอกว่าตายก่อนตายนั่นคือกิเลสตาย เช่นตายจากโลกธรรม 8 คือ มีลาภแต่ก็ไม่ติดลาภ มียศก็ไม่ติดยศ ไม่แยแสกับเสียงสรรเสริญหรือนินทา ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ แต่เป็นวูปสโมสุขโข คือยิ่งกว่าสุข (โอ้ย…อยากเป็นอย่างนี้จังเลย) แต่สุดท้าย ก็ต้องตายทางกายเหมือนเดิม แล้วก็ได้ไปวัดเหมือนกลุ่มแรก แต่ก็ไม่เหมือนกันเลยทีเดียว

ขอตอบคำถามที่ว่าตายไปแล้วได้อะไร? ข้อเขียนข้างบนน่าจะให้คำตอบกับนักศึกษาคนนั้น เอะ…ก็แปลกใจเหมือนกัน ว่าทำไมเขาถึงอยากให้เขียนเรื่องนี้

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Dhamma & Life. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s