ก็คิดอย่างนี้

ไปร่วมประชุมสัมมนาทางวิชาการ ณ. ที่แห่งหนึ่ง งานลักษณะนี้เข้าร่วมมาแล้วเยอะพอสมควร ประชุมแล้วก็อย่างงั้น ๆ แหละ แต่ก็ชอบฟ้งการบรรยาย รู้ตัวว่าเป็นมนุษย์เจ้าปัญหา ไม่ใช่ฟ้งเอาข้อมูลความรู้อย่างเดียวแต่ฟ้งไปวิพากษ์ไป หลายครั้งหลายครา ถ้าเปิดโอกาสให้ออกความเห็น หรือตั้งคำถามก็มักจะทำอยู่บ่อย ๆ บางที่ก็เบื่อตัวเองอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมเราเป็นคนเช่นนี้

ก็เป็นคนที่คิดไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเท่าไหร่ ชอบมองกลับมุม แม้แต่การใช้ชีวิตส่วนตัวก็แตกต่าง เอาเรื่องที่ไปฟ้งมาเล่าต่อหน่อยก็แล้วกัน จริง ๆ แล้วมีหลายเรื่อง เอาเรื่องที่ไม่มีผลกระทบต่อคนอื่นก็แล้วกัน เพราะถ้าไปพาดพิงกับคนอื่น บอกเลยว่าขี้เกียจตอบคำถาม เอาเป็นว่าเรื่องของงานวิจัยก็แล้วกัน โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวกับการแข่งขัน เพื่อให้เหนือกับคู่แข่ง แน่นอนคือการจะทำอย่างไรจึงจะได้เปรียบคู่แข่งได้

จริง ๆ แล้วรูปแบบนี้เป็นการใช้ทฤษฏีของชาร์ล ดาวิน คือผู้แข็งแรงกว่าชนะ หรือทฤษฏีปลาใหญ่กินปลาเล็ก ซึ่งโลก ๆ เขาทำกันอยู่ เรารู้สึกไม่ชอบคำว่าแข่งขันเลย แต่เราชอบคำว่าเอื้อเฟื้อมากว่า เป็นทฤษฏีที่บอกว่าผู้แข็งแรงกว่าปกป้องผู้อ่อนแอกว่า หรือทฤษฏีปลาใหญ่ไม่กินปลาเล็ก ก็รู้อยู่ถ้าพูดถึงทฤษฏีนี้ให้ชาวโลกย์ ๆ ได้ยิน เขาคงขำตกเก้าอี้ตายแน่นอนเลย เพราะในชีวิตของความเป็นจริงของชาวโลกมันไม่เป็นอย่างนั้น

จะเห็นได้ว่าประเทศไหนที่เข้มแข็งกว่า มักจะข่มเหงประเทศที่ด้อยกว่าแทนที่จะช่วยเหลือเขา เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน อเมริกาซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว การใช้จ่ายเหลือเฟือโดยการใช้ทฤษฏีบริโภคนิยม บริโภคให้เยอะที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ใช่บริโภคแค่ตัวเองมีเท่านั้น แต่กลับไปแย่งคนอื่นที่เขาไม่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ให้มีน้อยลงอีก ในโลกใบนี้ยังมีคนต้องการความช่วยเหลืออีกมาก เช่นคนในอาฟริกาที่ไม่มีอะไรจะกิน ถ้าคนอเมริกัน แค่เอาอาหารที่เหลือไปให้พวกเขาได้ลิ้มรสบ้าง แทนการจะโยนทิ้งเป็นขยะไปเฉย ๆ จะมีหลายคน จะได้ไม่อดอาหารตาย นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะกินมากกินน้อย สุดท้ายก็ตายเหมือนกัน กินพอเหมาะไม่ดีกว่าหรือถ้าเป็นเช่นนี้ เอ้า..เริ่มต้นด้วยการร่วมประชุมทางวิชาการ ก็ไปอีกเรื่องแล้ว แต่มันก็โยงกันได้ เรื่องของเรื่องก็คืออยากจะบอกว่าเราเป็นคนที่มองอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านเขาเท่านั้นเอง ถ้าจะถามว่าเอาทฤษฏีไหนมาใช้ ก็บอกได้เลยว่าไม่ได้ใช้ทฤษฏีของ ดาวิน แน่นอน ในฐานะเป็นชาวพุทธก็จะบอกว่าจะขอใช้ทฤษฏีของพุทธศาสนามาใช้ก็แล้วกัน โดยขออ้างอิงบ้างเล็กน้อย

ตอนที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ใหม่ ๆ ด้วยธรรมที่พระองค์ตรัสรู้นั้นช่างทวนกระแสเหลือเกิน (เรื่องนี้ใคร ๆ ก็รู้) จนต้องปรารภว่าจะไม่สอนคนแล้ว แต่ด้วยพระกรุณาธิคุณ พระองค์ก็ตัดสินพระทัยมาสอนมนุษย์เพราะผู้มีธุลีในดวงตาน้อยก็ยังมีอยู่ ซึ่งเปรียบเสมือนบัว 4 เหล่า ที่ยกเรื่องนี้มาไม่ใช่จะเปรียบเทียบอะไรกับพระพุทธองค์ บอกได้เลยเปรียบไม่ได้เลย แค่จะบอกว่าทฤษฏีที่ใช้ก็มีอยู่เหมือนกัน ไม่ได้คิดเองอะไร

ด้วยสภาวะปัจจุบัน ยังจะต้องพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอื่น ๆ บ้าง แต่ด้วยวิธีการคิดของตัวเองมักจะกลับมุมเสมอ คงอีกไม่นาน จะได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง ศึกษาวิธีการคิดของตัวเอง ก็เพราะเบื่อตัวเองที่ต้องคิดอย่างนี้

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Diary - comments. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s