โลกวุ่นวายเพราะชอบทำนาของคนอื่น

การทำนำของคนอื่นนั้น อาจแปลได้หลายความหมาย หนึ่งในนั้นอาจหมายถึงเราไม่ได้เป็นเจ้าของที่นา หรือจำเป็นต้องเช่า ก็เสียค่าเช่า ต้องจ่ายค่าเช่าให้แก่เจ้าของนาไป ก็มีความเสี่ยง ไมว่าจะขาดทุนหรือมีกำไร ถ้าข้าวกล้าเสียหาย ฤดูกาลนั้นผู้ทำนา ก็คงจะต้องได้รับความลำบากแน่นอน

การทำนาของคนอื่น อาจจะเกิดจากการบุกรุกที่นาเขา อันไม่ใช่ที่นาของตน ย่อมจะได้รับความลำบากเพราะเจ้าของเขาจะต้องมาทวงคืน โดยการฟ้องร้อง เพราะถูกบุกรุก สุดท้ายก็จะไม่ได้อะไร และก็ได้รับความลำบาก

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นไปได้ทั้งเรื่องจริงหรือเป็นการอุปมาอุปมัย ความตั้งใจที่จะพูดถึงการทำนาของคนอื่น หมายถึงการไม่ทำกิจตนเองให้สมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยทำกิจของผู้อื่น ดังพุทธพจน์ที่ว่า “บัณฑิตพึ่งตั้งตนอยู่ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพร่ำสอนผู้อื่นจึงจะไม่มัวหมองในภายหลัง” มีครูหลายคนได้บอกเด็ก ๆ ว่า “ให้ทำตามอย่างที่ครูสอน แต่อย่าทำอย่างที่ครูทำ” นี่ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการทำนาของคนอื่น และเป็นการทำนาของเด็ก ๆ เสียด้วย

นักสังคมสงเคราะห์ ไม่ว่าหญิงหรือชาย ออกจากบ้านเพื่อไปทำงานสงเคราะห์สังคม ด้วยความหวังว่าจะทำให้สังคมดีขึ้น แต่ภายในครอบครัวตนเองกลับล้มเหลว พ่อ แม่ ลูก ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้พบพูดจากัน แต่ละคนก็ออกไปทำงานของตัวเอง (ทำนาคนอื่น) หลายครอบครัวก็มีปัญหาเพราะการละเลยการทำนาของตนเอง

นักการเมืองป่าวประกาศที่จะช่วยคนโน้นคนนี้ นักการเมืองเหล่านั้นอาจแบ่งออกได้หลายระดับ บางคนสามารถพึ่งตนเองได้แล้วหรือทำนาตัวเองเสร็จแล้ว และต้องการช่วยทำนาของคนอื่น ก็เป็นความปรารถนาที่ดีสมควรทำอย่างยิ่ง แต่บางคนตัวเองยังช่วยตัวเองไม่ได้ ก็หวังว่าเมื่อไปทำนาของคนอื่นแล้ว ตัวเองก็ได้อาศัยอยู่อาศัยกินบ้าง พวกนี้หวังว่าจะทำการเมืองเป็นอาชีพ (นาคนอื่น) ทั้งที่การเมืองไม่ใช่อาชีพ

อาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน มุ่งแต่จะสอนคนอื่นโดยความรู้ทั้งหลายเกิดจากการลอกเขามา (เช่านาคนอื่น) แทนการสร้างองค์ความรู้ขึ้นมา (สร้างนาตัวเอง) แล้วค่อยส่งต่อผู้ที่ยังไม่รู้ ฝึกสอนเขาให้รู้จักทำนาของตนเอง ให้เสร็จก่อนค่อยช่วยทำนาคนอื่น บางคนคิดแต่จะพัฒนาแต่คนอื่น แต่ไม่มองดูนาตัวเอง (ครอบครัว สุขภาพ) ก็จะได้รับความลำบากในภายหลัง

เราจะเห็นโลกในสังคมปัจจุบัน คนมักชอบจะออกไปเพื่อที่จะพัฒนาสังคม พัฒนาเศรษฐกิจ การบ้านการเมืองกันขวักข่วย คนกวาดถนนออกจากบ้านแต่เช้า….เพื่อที่จะออกไปทำความสะอาดให้แก่บ้านเมือง ในขณะบ้างตัวเองอาจเต็มไปด้วยเศษขยะ (นาตัวเอง) แต่กลับรออีกกลุ่มคนกวดขยะอีกกลุ่มมาช่วยทำให้ (ให้คนอื่นมาทำนาเรา)

ถ้าเริ่มต้นที่แต่ละคนทำนาของตัวเองก่อน เช่นทำความสะอาดบ้านให้สะอาด (นาตัวเอง) อาจจะเลยไปยังเพื่อนบ้านบ้าง (นาคนอื่น) ก็เป็นการเอื้อเฟื้อหลังจากเสร็จนาตัวเองแล้ว

อีกตัวอย่างหนึ่งของการทำนาของคนอื่น คือการทำงานของคุณหมอทั้งหลาย แม้การทำนาของคนอื่นหรือรับจ้างทำนา (เปิดคลีนิก) จะได้รายได้ดี แต่หมอหลายคนก็ละเลยทำนาของตัวเอง (ดูแลสุขภาพ) เช้า กลางวัน เย็น ต้องทำนาของคนอื่น โดยไม่มีเวลาแม้จะรับประทานอาหาร แล้วนาตัวเอง (สุขภาพ) จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นที่จะทำตามเอาจะเอาตัวอย่างมาจากไหน

พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนอยู่เสมอว่า “อย่าผล่าประโยชน์ตน เพราะประโยชน์ท่านแม้มาก” นั่นแปลว่าการทำอะไรควรจะคำนึงถึงประโยชน์ตนด้วยเสมอ พระองค์คงไม่ได้หมายถึงวัตถุุมากนัก แต่คงเป็นเรื่องของจิตวิญญานมากกว่า และจะส่งผลทางสังคมไปด้วยในทุก ๆ ด้าน เช่นถ้าทุกคนทำบ้านตัวเองให้สะอาดก่อน แล้วค่อยออกไปช่วยส่วนรวม (ลงแขก) ปัญหาทุกอย่างก็จะแก้ไขได้ไม่ยาก

คำว่าประ “โยชน์ตน ประโยชน์ท่าน” จะต้องมาพร้อมกันเสมอ ไม่ใช่จ้องแต่จะทำนาของคนอื่น (ประโยชน์ท่าน) เพราะสังคมเป็นอย่างนี้โลกจึงได้วุ่นวาย

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Dhamma & Life. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s