ย้อนอดีต – ตอนเป็นนักมวย

เป็นตัวเล็กมักจะถูกรังแกจากเพื่อน ๆ ตั้งแต่เข้าเรียนประถม จะบอกว่าเป็นคนขี้ขลาดก็ว่าได้ ไม่กล้าสู้คน เป็นคนขี้อาย รู้สึกไม่กล้าอะไรเลย ทำไมเราต้องเกิดมาเป็นคนเช่นนี้ มีบางครั้งถูกรังแกก็สู้บ้างแต่หนีเป็นส่วนใหญ่

การถูกรังแกไม่ว่าจะย้ายไปโรงเรียนไหนก็โดน โดยเฉพาะเรียนโรงเรียนกันทรลักษณ์ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมเราต้องโดนรังแกทั้งที่เราไม่ได้ทำความเดือดร้อนให้ใครเลย หรือเพราะเราเป็นคนไม่สู้คนก็เลยโดนรังแกอยุ่เรื่อย ๆ หลังจากย้ายโรงเรียนมาอยู่ที่ศรีสะเกษวิทยาลัยและพักอยู่วัด

ก็เป็นที่รู้กันว่าเด็กวัดมาจากหลากหลายแหล่ง การทะเลาะเบาะแว้งกันเป็นเรื่องธรรมดา ก็คิดที่จะสู้คนบ้าง สิ่งแรกที่ต้องทำคือการเตรียมร่างกาย มีการออกกำลังกายโดยวิ่งตอนเช้า ซ้อมเตะกระสอบ ซ้อมมวยกับเด็กวัดด้วยกัน การทะเลาะกันก็เกิดขึ้นเสมอ เรามักจะสู้กับเด็กที่โตกว่าเสมอ ๆ แต่ก็ดีเด็กสมัยก่อนเมื่อเขม่นกันก็ท้ากันไปต่อยหลังวัดหรือหลังโรงเรียน ต่อยแล้วก็เลิกกันไป อาจจะจมูกแตกบ้าง ปากแตกบ้างก็ไม่เป็นไร สุดท้ายก็เป็นเพื่อนกัน

ได้มีโอกาสกลับบ้านไปเที่ยวงานวัดกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง ไอ้กลุ่มที่ชอบรังแกก็มาเจอกันอีกในงานวัด เข้ามาหาเรื่องเช่นเคย กลุ่มนี้มาเป็นสิบ แต่เรามาแค่สอง ใจดีสู้เสือก็บอกเขาว่าชกก็ชกแต่ต้องตัวต่อตัวนะ พอมันบอกว่าตกลงเท่านั้นเองหมัดขวาของเราก็เข้าที่ปากมันทันที (เพราะเราถือว่าชกก่อนได้เปรียบ) เพื่อนกลุ่มนั้นก็เข้าจะมารุมก็มีการทำอะไรกันเล็กน้อย ผู้ใหญ่ก็มาแยก แยกย้ายกันไป

แต่แค่นั้นยังไม่พอกลุ่มนี้ยังต้องการแก้แค้น มีการนัดไปต่อยกันที่ท้ายโรงเรียน กลุ่มนั้นก็ไปกันเยอะพอสมควร ส่วนเราก็ไปไม่กี่คน พอตกลงกติกากันเสร็จว่าไม่มีการเล่นหมาหมู่ การต่อสู้ก็เริ่มขึ้น เขาเห็นว่าคนที่สู้กับเราจะเพี้ยงพร้ำ คนอื่นก็เสนอตัวมาชก เอ้านี่ไม่ใช่ตัวต่อตัวนี่หว่า น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ พวกเราต้องวิ่งหนีเอาตัวรอด ถ้าเป็นสมัยนี้คงไม่มีชีวิตรอดแน่ ๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ใหญ่เลยจับชกกันเลย บอกว่าขึ้นชกงานวัดเป็นคู่ก่อนเวลา 3 ยก ใช้ชื่อโก้เสียด้วยว่า ป้อมเพชร มณเทียรทอง เป็นการชกทีเหนื่อยที่สุดในชีวิต มือแทบยกนวมไม่ขึ้นผลปรากฏว่าเสมอแต่ตัวเราเล็กกว่าเขามาก ได้เงินค่าชก 15 บาท  หลังจากนั้นกลุ่มที่เคยรังแกเราก็ไม่รังแกอีกต่อไป คงจะเห็นว่าเราเป็นคนสู้คนบ้างแล้ว

ก็คิดว่าน่าจะชกมวยเพื่อหารายได้บ้างมีการซ้อมมวยที่วัด ออกวิ่งในตอนเช้าและเข้าค่ายซ้อมมวย ออกหาเปรียบมวยตามงานวัดบ้านนอกก็ไม่ได้สักทีบางครั้งเจอคนใหญ่กว่าบ้างเล็กกว่าบ้าง วันหลังเห็นคนที่เล็กกว่าเราชก เห็นแล้วถ้าเราชกกับเขาเราโดนยำแน่เลย ไปซ้อมมวยที่ค่ายหัวหน้าค่ายก็ชมว่าลีลาการชกดีมีอาวุธครบ แล้ววันหนึ่งมีการลงนวมซ้อม ซ้อมอะไรต่อยกันจริง ๆ แต่ละคนก็เต็มที่ เพียงแค่มีใส่นวมป้องกันหัว และนวมใหญ่เท่านั้น

กลับมาวัดเหนื่อยสุด ๆ มาคิดดูว่าเราจะเอาดีทางการชกมวยหรือทางการเรียนเพราะอย่างน้อยเราเป็นนักเรียนที่เรียนดี การกระเทือนสมองอาจจะทำให้เราเรียนไม่ดีได้ เลยตัดสินใจไม่เอาแล้วการเป็นนักมวย ตั้งแต่วันนั้นก้ไม่ไปที่ค่ายซ้อมอีกเลยและก็โดนหัวหน้าค่ายด่าฝากมา ถ้าเรากลับไปอีกคงโดนเตะแน่ ๆ

ความคิดของการเป็นนักมวยได้จบสิ้นไปแล้ว แต่ความกลัวความเป็นคนขี้ขลาดก็ยังมีอยู่มันช่างเอาออกจากจิตใจยากเหลือเกิน หลังจากปฏิบัติธรรมตามรอยพระพุทธองค์ความกลัวความขี้ขลาดก็ค่อย ๆ เลือนหายไปเรื่อย ๆ ตั้งความหวังไว้ว่าสักวันหนึ่งเราจะมีหัวใจแกร่งดังเหล็กเพชร ดังหลาย ๆ ท่านที่ไม่ได้กล่าวนามในที่นี้ จากการอ่านประวัติของท่านมหาตมะ คานธี ท่านบอกว่าท่านเป็นคนขี้กลัวและขี้ขลาดมากตอนท่านเป็นเด็ก แต่ปั้นปลายของชีวิตท่านไม่เคยกลัวอะไรเลย เราก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Back to the past - ย้อนอดีต, Myself (ข้าฯเอง). Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s