ทำไมต้องเป็นมังฯ

เมื่อย้อนไปประมาณ 30 ปี ขณะรับประทานอาหารกับพี่ชายอยู่เป็นป่นปลากับข้าวเหนียว และก็บอกพี่ชายว่า มื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายนะ ที่จะกินเนื้อ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเป็นนักมังสะวิรัติ  (ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ทุกชนิด) ในที่นี้จะขอเรียกสั้น ๆ ว่า “มังฯ”

จริง ๆ แล้วความคิดของการที่จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์เกิดมาอาจจะตั้งแต่เด็ก ๆ ก็ได้ แต่จำไม่ได้เมื่อไร เพราะเป็นคนไม่ชอบฆ่าสัตว์ อาจจะมีบ้างเช่นยิงนก ตกปลา แต่ไม่หมาน (ไม่เก่ง) ถ้าจะต้องให้ฆ่าสัตว์มากิน ขอเลือกกินข้าวกับเกลือดีกว่า อย่างไรก็ตามก็ไม่รู้จะมีทางออกอย่างไร เพราะพระท่านก็ยังฉัน ท่านบอกว่าฆ่ามาถวายพระไม่บาป (ข้อนี้สงสัยอยู่เสมอ) แต่วันหนึ่งได้เจอกลุ่มหนึ่ง (มีทั้งพระ คนธรรมดา) บอกว่าเราเป็นชาวพุทธต้องกินมังฯ จึงจะทำให้ศีลข้อหนึ่งบริสุทธิ์ และการกินมังฯ ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

จากคำตอบนี้จึงได้เกิดเหตุการณ์ดังได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น ตอนเริ่มต้นใหม่ ๆ มีอะไรทดสอบมากมาย มีคนพูดกระแนะกระแหนว่าเหมือนวัวเหมือนควาย โยนผักให้กินบ้าง แต่เราก็ไม่โกรธนะ เพื่อนกินแต่ก่อนเคยกิน…ร่วมกันก็หายไปบ้าง ตอนแรกก็เหงาอยู่บ้าง แต่เราเลือกทางนี้ทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง ในระหว่างการกินแม้จะร่วมกันคนยังกินเนื้อสัตว์ ก็ไม่นึกหรือคิดที่อยากจะกินเลย

เคยลดมื้อการกินลงเป็นวันละมื้ออย่างพระธุดงค์ ได้เกือบหนึ่งปี แต่ด้วยเวลาอันจำกัดทำให้ต้องเลิกล้มไป มีบททดสอบหลายครั้งต่อหลายหน ไปญี่ปุ่น 9 เดือนก็ไม่ล้ม (อาจจะมีการกินไข่บ้างช่วงสั้น ๆ) เดินทางไปต่างประเทศหลายประเทศ ไปสัมมนา หรือแม้แต่ไปเรียนต่างประเทศประมาณ 2 ปีที่ออสเตรเลียก็ไม่ล้ม จะมีอาหารหรูแค่ไหนก็ไม่สามารถที่จะทำให้เราล้มเลิกการกินมังฯ ได้ เพราะเราเกิดมาเพื่อเป็นนักมังฯ จึงไม่มีทางเลือก

ถามว่าลำบากไหม? ก็คงต้องตอบว่าลำบากอยู่ไม่น้อย แต่เมื่อเราเลือกเส้นทางสายนี้แล้วก็ต้องยอม ฝึกฝนตัวเองเข้าให้เข้มขึ้นเรื่อย ๆ ต้องแก้ปัญหาด้วยการหิ้วปิ่นโตไปไหนมาไหน หรือแม้แต่ที่ทำงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 20 ปี สำหรับเราแล้วมีข้าวเปล่าสักจานก็เพียงพอในกรณีที่ต้องออกไปข้างนอกบ้าน หรือถ้าจะมีผักสักหน่อย ผลไม้บ้าง หรืออาหารที่ไม่มีเนื้อ ก็พอแล้ว ไม่มีจริง ๆ ของน้ำเปล่าก็ได้ ได้ฝึกอดฝึกทนมาบ้างพอสมควร

แล้วกินมังฯ มันจะได้อะไร? เรารู้ว่าเส้นทางของเราเป็นอย่างไร เพราะทางนี้เป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะให้เราเดิน

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Dhamma & Life, Myself (ข้าฯเอง). Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s