ตอบข้อสอบอย่างไร?

ถ้าเป็นข้อสอบเขียนนักศึกษามักจะกลัวเพราะไม่รู้จะเขียนอย่างไร และในขณะเดียวกันอาจารย์หลายท่านก็บ่นว่านักศึกษาเขียนอะไรไม่รู้เรื่อง ปัญหาอย่างหนึ่งว่านักศึกษาได้เรียนวิธีการเขียน หรือนำเสนอหรือเปล่า? อาจจะมีการพูดบ้าง แต่พูดอย่างลอย ๆ ว่า งานเขียนหรือเรียงความมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือบทนำ เนื้อหา และสรุป แล้วทำอย่างไรล่ะ

เอาเป็นว่างานเขียนนี้จะเสนอแนะงานด้านการเขียนไม่ว่าจะเขียนอะไร เขียนตอบข้อสอบ เรียงความ ว่าเราจะมีเทคนิคในการเขียนอย่างไร (ยกเว้นงานเขียนที่ creative และ style ของแต่ละบุคคล นั้นคงสอนกันยาก) เครื่องมืออันหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้คือ mind map หรือแผนผังความคิด (วันหลังจะเขียนเรื่อง mindmap ให้อ่าน ตอนนี้ศึกษาเองไปก่อนก็แล้วกัน) ต่อไปนี้จะยกตัวอย่างสัก 2 ตัวอย่าง เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม

ตัวอย่างแรก – สำหรับการตอบข้อสอบ คำถามจะเป็นอย่างไรก็ช่าง สิ่งแรกจะต้องคิดก่อนว่าเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำถามนั้นมีอะไรบ้าง อาจจะได้ 2 หัวข้อบ้าง 3 หัวข้อบ้าง หรือแม้แต่ 4 หัวข้อ แต่ละหัวข้อก็อาจจะแยกย่อยออกไปได้อีก เราเขียนเป็น map คร่าว ๆ เพราะเวลาจำกัด มาเรียงดูว่าจะนำเสนออะไรก่อนอะไรหลัง บทนำก็เกริ่นว่าหัวข้อที่เกี่ยวข้อมีอะไร แล้วเนื้อหาก็ไล่ตามที่เราเรียงไว้แล้ว สุดท้ายก็สรุป เป็นการกล่าวซ้ำอีกครั้งแต่เอาใจความสำคัญ แต่การเขียนไม่ต้องใส่ว่าคำนำ เนื้อหา หรือสรุป แต่เอาโครงสร้างนี้ไว้ในใจ แล้วเขียนให้สละสลวย งานเขียนของเราจะออกมาดีเอง ข้างล่างเป็นรูปแบบการเขียนในมาตรฐานทั่วไป

ตัวอย่างที่ 2 – เป็นตัวอย่างระดับสุง คือสามารถใช้ได้ในการเขียนวิทยานิพนธ์ ทั้งงานปริญญาโท – เอก หรือแม้แต่จะเขียนหนังสือก็ยังใช้ได้ เครื่องมือที่ใช้ก็คือ mindmap อยู่นั่นเอง แม้เจ้า mindmap นี้มันช่างสารพัดประโยชน์จริง ๆ เอาอย่างนี้ก็แล้วถ้าสมมุติมีคนเอาข้อมูลมาให้เราสัก 100 ข้อมูล ไม่รู้ละจะเป็นข้อมูลอะไร แล้วให้เราเขียนรายงาน หลายคนบอกว่าตายล่ะจำทำอย่างไร ตายดีกว่า….555 ถ้ามืออาชีพก็บอกเลยว่า ไม่ทำดีกว่าไปจิบกาแฟก่อนค่อยทำ จิบ ๆ

สิ่งแรกที่ต้องทำ ไม่ต้องอ่านอะไรมาก ใช้กระบวนการคิดแบบ mindmap ควรใช้พื้นที่พอสมควร หยิบเอกสารเหล่านั้นโยนออกไปอยู่ในกลุ่มของมันในส่วนที่มันมีลักษณะ concept คล้ายกันหรือใกล้เคียงกัน แต่อย่าให้มากนัก 4 – 5 กลุ่ม เราก็ได้ความคิดหลักแล้ว ตั้งชื่อหัวข้อซะ เรียงลำดับว่าควรจำนำเสนออะไรก่อนหลังตามคำแนะนำข้างบน

ในกลุ่มความคิดหลักก็จะได้ความคิดรอง อาจจะแยกออกเป็นกลุ่ม 2 – 3 กลุ่มก็ได้ จะเห็นว่าเราได้จัดแนวความคิด หรือ category เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะอ่านรายละเอียดก็ค่อยทำในช่วงนี้ แม้ช่วงนี้ก็อาจปรับเปลี่ยนได้อีกตามความเหมาะสม ดูว่าหัวข้อย่อยมันสัมพันธ์อะไรกันบ้างหรือเปล่า เมื่อได้รายละเอียดก็เริ่มเขียนรายงานได้เลย ขอยกตัวอย่างงานเขียนมั่ว ๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรมก็แล้วกัน

บทนำ (ไม่ต้องใส่ในงานเขียน)

จากข้อมูลที่ได้รับเมื่อเช้านี้ สามารถจัดแบ่งออกได้เป็น 4 แนวคิดด้วยกันได้แก่ เรื่องการเมือง การแพทย์ การท่องเที่ยว และวัสดุศาสตร์ ดังมีรายละเอียดของแต่ละหัวข้อดังนี้

เนื้อหา (ไม่ต้องใส่เหมือนกัน เรียงตามลำดับที่เราเกริ่นนำไว้แล้ว)

สถานการการเมืองขณะนี้สับสนวุ่นวายไปทั้งโลก ประธานาธิบดี ลาออกเพื่อไปทำนา …..(มีอะไรก็แล้วแต่ก็ว่าไป) ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพเช่น

งานการแพทย์ตอนนี้เจริญรุดหน้ามากเช่นประเทศอาซี เริ่มทำการวิจัยตอนไข่มดแดงแล้ว ซึ่งคิดว่าจะสร้างรายได้อันน้อยนิด จึงทำให้ประชากรอยู่ดีกินดี

ส่วนการท่องเที่ยวก็เป็นผลอันเกิดจากการตอนไข่มดแดง…….

วัสดุที่ใช้คือไม้จิ้มฟัน……….

สรุป

เป็นอันว่าเอกสารที่ให้ทำการนำเสนอนั้นมั่วสุด ๆ ควรจะเอาไปชั่งกิโลขายซะ

เป็นตัวอย่างงานเขียนที่ไม่ใช่เรื่องยากอะไร แต่ต้องฝึกฝนอยู่ไม่น้อยที่จะได้อย่างนี้ เห็นการใช้ภาษาอาจจะมั่วอยู่บ้าง ก็เพราะเป็นแค่ตัวอย่างเท่านั้น ถ้าเป็นงานจริงจะเขียนให้เริดหรูอย่างไรก็ได้

About เพียรพอเพียง

เขียนอะไรที่อยากจะเขียน เป็นคนชอบเขียนหนังสือ เขียนอะไรไปตามเรื่อง แล้วแต่จะนึกคิดได้ เนื้อหาหลากหลายทั้งธรรมะ ตลกขบขัน ความคิดสร้างสรรค์ วิชาการ ไม่ใช่วิชาการ อาจจะมีบทหน้งละครบ้าง (แต่ยังไม่ทำ)
This entry was posted in Academic contents, Tacit Knowledge. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Please log in using one of these methods to post your comment:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s